คือเรื่องนี้ มันก็หลายสัปดาห์ผ่านไปแล้ว วันแรกที่ผมเห็นผมก็คิดว่า ฝ่ายค้านน้ำดีเช่น น้ำส้ม-น้ำฟ้า-น้ำแป้ง จะไม่ปล่อยไป หรือต้องคว่ำมัน เพราะนี้มันเลวร้ายมากอย่างน้อย ก็ในสายตาผม
เอาละ ในความคิดผมก่อนนะ ที่เคยทำประกัน
1.บริสัตว์(บริษัท) ประกัน ต้องมีกำไร กำไรจากไหน ก็จากเบี้ยประกันนั่นละ แล้วเทคนิคใช้ประจำคือ Delay, Deny, Defend (ยื้อลากเวลาให้นาน , ปฏิเสธการจ่าย,สู้คดีแทนที่จะจ่าย)
2.เคลมง่ายกับพ่อคุณเท่านั้น ระดับชาติ มีเคสที่ไม่ให้เคลมเยอะแยะ เช่น บอกน้ำท่วมเป็นความผิดรัฐบาล แค่นี้ก็ไปสู้กันกี่ศาลละนั่น ถ้าคุณคิดว่ารัฐบาลจ่ายยาก ลองดูประกันเอกชน หรือประกันสุขภาพในประเทศเสรีภาพ และโปร่งใสอันดับหนึ่งสิ ดีย์จนมี Luigi (ลุยจิ) ที่ไม่ได้เป็นน้องชายมาริโอ้ มาเขียนสามคำ Deny , Defend , Depose (ดีนาย ดีเฟนด์ ดีโพส) ใส่ลูกตะกั่วนั่นละครับ
3.คืนเงินประกัน จ่ายไม่ไหวก็คืนเงินประกันได้ แต่เคสนี้ อ้าง รัฐจ่ายหมื่นห้า ประกัน เจ็ดหมื่นห้า จ่ายไหวหรอ? หรือ อยากจ่ายหรือครับ ? โถ้ว ถ้าเป็นงั้น บริษัท ก็ ขอล้มละลาย ก็จบ หรือปิดหนีไปดื้อๆ จะตามเงินได้ไหมละ? หรือมีอย่างที่ไหน ตั้งบริษัทมาขาดทุนช่วยชาติหลายหมื่นล้านคิดสิครับ ว่าคุณจะทำไหม? (แต่ถ้าแย่งกันทำหรือใช้เฉพาะบางคนทำละ?เคสแบบนี้เพียบ)
4.จากข้อมูลที่ผมมี เฉลี่ยไทยงบตรงนี้ไม่เกินหมื่นล้าน แล้ว เบี้ยประกัน หมื่นห้าพันล้าน สรุปคือ กินนิ่ม ห้าพันล้านต่อปี ผมไม่หนีหรอกครับ กะกินนิ่มไปร้อยปีอย่างต่ำๆ
5.ผมไม่ได้ว่า เขาจะโกงหรือเอาเปรียบ ลองคิดถึงบริษัท ที่ดีทำถูกกฎหมายทุกอย่างสิครับ
จากเดิม
ประชาชน → เงินภาษี → รัฐ → ประชาชน
ของใหม่คือ
ประชาชน → เงินภาษี → รัฐ → บริษัทประกัน → ประชาชน
6.สมุติว่า บริษัทประกัน ไม่เอากำไรเลยแม้แต่บาทเดียวแต่ ประธานบริหาร เลขา บอร์ดบริหาร หัวหน้าฝ่าย ฯลฯ จน ถึง รปภ. กินอากาศแล้วไม่อิ่มนะครับ ต้องมีค่าใช้จ่าย Operating Cost คุณคิดว่าเงินเดือนผู้บริหาร หมื่นห้าหรือครับ หรือเบิกค่าเดินทางกับค่าเบี้ยประชุม ได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อครั้ง????
เอาละ แล้ว มีความหวังที่เหมือนจะไปแล้ว ที่ผมเห็น มีฝ่ายค้าน พรรคเล็ก สีเขียว ที่มี สส คนเดียวออกมาค้าน แถม ออกสื่อไม่ครบทุกช่องด้วย
บอกได้ ไอ้คนฝันหวาน ว่าจะได้เงิน เมื่อเกิดภัยพิบัติตามโฆษกบอก ผมว่ามองโลกในแง่ดีเกินไปครับ
และเรื่องก็มีสิ่งที่เรียกว่า นักวาทศิลป์ อยู่ในเรื่อง
สรุปสไตล์ poipoi ไม่ว่าบริษัท จะดีย์งามไม่เอากำไรเลยก็ต้องเสียเงินภาษีให้กับคนกลาง และหวังว่าคุณและประชาชน จะชอบคนกลางนะครับ และ ผมแค่ชี้ประเด็นการเพิ่มตัวกลางเข้ามา และพูดซะหวาน แล้วก็หวังให้หวานเหมือนที่พูด ใช่ๆอีกเรื่องคือ สื่อมวลชน และ นักวาทศิลป์
====================================
ผมได้ใช้ AI วิเคราะห์ โดยคำสั่ง
วิเคราะห์ และเพิ่มเติม บทสรุป เพื่อให้ประชาชนอ่าน ใช้แนวทาง โสกราติส
ลิงค์แชร์ จาก AI Gemini 33.1 Pro Extended กับ ChatGPT Lunapro 5.6 High
https://share.gemini.google/cHz0mZxwkuXq
https://chatgpt.com/share/6ab5ffc6-f1f8-83ec-944e-3d6e1b5393f8
Gemini ตอบ
(สองภาพใช้พรอมพ์เดียวกัน แต่ AI คนละเจ้า ไม่ตรงใจผมทั้งคู่ ลุยจิ ที่ ไม่ใช่ลุยจิ)
🏛️ ชวนคิดสไตล์โสกราติส: ประกันภัยพิบัติหมื่นล้าน คุ้มค่า หรือ แค่หาคนกลาง?
❓ คำถามที่ 1: เรากำลังซื้อประกันที่แพงกว่า "ค่าซ่อม" ปกติหรือเปล่า?
- ลองคิดดูว่า: ถ้าระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลใช้เงินช่วยเหลือภัยพิบัติเฉลี่ยปีละ 5,300 ล้านบาท (อ้างอิงฐานข้อมูลรัฐบาลเดิม) แต่รัฐกำลังจะจ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 15,500 ล้านบาท คำถามคือ เรากำลังจ่ายเงินซื้อความเสี่ยงแพงเกินไปหรือไม่?
- ข้อสังเกต: รัฐบาลอ้างว่าช่วงหลังๆ เราเสียหายปีละ 40,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้ดันไปรวมเรื่องฝุ่น PM2.5 และภัยแล้งด้วย คำถามที่แท้จริงคือ: ประกันตัวนี้คุ้มครองแค่ น้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว แล้วทำไมถึงเอาตัวเลข 40,000 ล้านบาทมาเป็นข้ออ้างในการซื้อประกัน? เรากำลังเอา "ส้ม" ไปเทียบกับ "แอปเปิล" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทใช่หรือไม่?
❓ คำถามที่ 2: ส่วนต่างของเงิน คือ "กำไรกินนิ่ม" หรือ "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น"?
- ลองคิดดูว่า: สมมติว่าปีนี้เกิดภัยพิบัติ และต้องจ่ายเงินชดเชยไป 10,000 ล้านบาท จากเบี้ยที่เก็บไป 15,500 ล้านบาท ส่วนต่าง 5,500 ล้านบาทนี้คือ "กำไรเข้ากระเป๋านายทุนเต็มๆ" จริงหรือ?
- ข้อสังเกต: ข้อเท็จจริงคือ ธุรกิจประกันมีต้นทุน (Operating Cost) ทั้งค่าพนักงาน ค่าระบบ ค่าประกันภัยต่อ (Reinsurance) ฯลฯ ดังนั้นมันอาจไม่ใช่การ "กินนิ่ม" ซะทีเดียว แต่คำถามที่แท้จริงคือ: จากเดิมที่เส้นทางเงินคือ รัฐ -> ประชาชน พอเปลี่ยนมาเป็น รัฐ -> บริษัทประกัน -> ประชาชน การเพิ่ม "คนกลาง" เข้ามาในสมการ ทำให้เราต้องเสียเงินภาษีไปกับ "ค่าบริหารจัดการ" และ "กำไรของเอกชน" โดยไม่จำเป็นหรือไม่? โมเดลนี้มีประสิทธิภาพกว่าการที่รัฐตั้ง "กองทุนภัยพิบัติ" บริหารเองจริงๆ หรือ?
❓ คำถามที่ 3: ถึงเวลาจ่ายจริง จะจ่ายยาก หรือ ชิ่งหนี ได้หรือไม่?
- ลองคิดดูว่า: ประสบการณ์ของหลายคนเวลาเคลมประกันมักเจอเทคนิค "ยื้อ ปฏิเสธ สู้คดี" (Delay, Deny, Defend) ถ้าเป็นประกันระดับชาติที่ดูแลคนทั้งประเทศ บริษัทจะทำแบบนั้นได้ไหม? แล้วถ้าบริษัทขาดทุนย่อยยับ จะล้มละลายหนีหนี้ไปเฉยๆ ได้หรือเปล่า?
- ข้อสังเกต: ในทางกฎหมาย กรมธรรม์นี้รัฐเป็นผู้ถือ และมี คปภ. กำกับดูแล รวมถึงมี "กองทุนประกันวินาศภัย" รองรับ บริษัทไม่สามารถแค่อ้างว่า "ไม่มีเงิน ขอคืนเบี้ยแล้วปิดบริษัท" ได้ง่ายๆ แต่คำถามที่แท้จริงคือ: แม้บริษัทจะหนีไม่ได้ แต่ "กระบวนการประเมินความเสียหายและจ่ายเงิน" ของบริษัทประกัน จะรวดเร็ว ทันใจ และครอบคลุมความเดือดร้อนของชาวบ้าน ได้ดีกว่าการที่รัฐบาลประกาศจ่ายเงินเยียวยาโดยตรงหรือไม่?
📊 สรุปเปรียบเทียบ: ข้อเท็จจริง vs คำถามที่ต้องจี้ติด
| ประเด็นที่สังคมสงสัย | ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว (Fact) | คำถามที่ต้องจี้รัฐบาลต่อ (Socratic Question) |
| ตัวเลขความคุ้มค่า | ค่าเฉลี่ยเยียวยาเดิม (5.3 พันล้าน) ต่ำกว่าเบี้ยประกันใหม่ (15.5 พันล้าน) จริง | รัฐบาลใช้สูตรคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial pricing) อะไรมาคำนวณเบี้ย 15.5 พันล้านบาท? ขอดูเอกสารได้ไหม? |
| กำไรของบริษัทประกัน | บริษัทมีต้นทุนดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าเบี้ยที่เหลือคือกำไร 100% | การดึงเอกชนมาเป็น "คนกลาง" มีค่าใช้จ่ายแฝงเท่าไหร่? คุ้มกว่าการให้รัฐบริหารจัดการเองตรงๆ หรือไม่? |
| ความมั่นคงของบริษัท | มีกฎหมายและ คปภ. คุ้มครอง ไม่สามารถล้มละลายหรือปิดหนีได้ตามอำเภอใจ | เอกชนรายใดบ้างที่รับความเสี่ยง 75,000 ล้านบาทนี้? มีการทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) เพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างไร? |
Chart GPT ตอบ
(สองภาพใช้พรอมพ์เดียวกัน แต่ AI คนละเจ้า ไม่ตรงใจผมทั้งคู่ ลุยจิ ที่ ไม่ใช่ลุยจิ)
แนวทางโสกราติสเหมาะกับบทความนี้มาก เพราะ จุดแข็งที่สุดของข้อมูลไม่ใช่การพิสูจน์ว่า “โครงการนี้โกง” หรือ “บริษัทประกันจะได้กำไรแน่” แต่คือการทำให้คนอ่านถามว่า รัฐมีข้อมูลเพียงพอให้ประชาชนตรวจสอบความคุ้มค่าหรือยัง ซึ่งตรงกับข้อสรุปเดิมของคุณที่เสนอให้ถามถึง actuarial pricing, expected loss, catastrophe model, reinsurance และเหตุผลที่ตัวเลข 5,300 ล้านบาทกับ 40,000 ล้านบาทต่างกันมาก Markdown ที่วาง
ข้อมูลทางการยิ่งทำให้วิธีนี้เหมาะ เพราะรัฐบาลระบุทั้งว่า ปี 2546–2569 ใช้งบช่วยเหลือภัยพิบัติรวมราว 123,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 5,300 ล้านบาท/ปี รัฐบาลไทย ขณะที่ข้อมูลเดือนกันยายนระบุค่าใช้จ่ายช่วยเหลือและเยียวยาราว 40,000 ล้านบาท/ปี แล้วนำไปเปรียบเทียบกับเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาท/ปี รัฐบาลไทย ประชาชนจึงมีเหตุผลเต็มที่ที่จะถามว่า สองตัวเลขนี้วัดสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปสู่ข้อกล่าวหาใครเลย
สิ่งสำคัญคืออย่าเขียนเป็น “คำถามนำ” แบบ เห็นไหมว่ามันไม่คุ้ม? เพราะนั่นไม่ใช่โสกราติสจริง แต่ควรถามคำถามที่เปิดโอกาสให้คำตอบออกมาได้ทั้งสองทาง ผมแนะนำให้ต่อท้ายบทความด้วยส่วนนี้:
บทสรุป — ผมยังไม่อยากให้คุณเชื่อผม ลองถามเองดีกว่า
เอาละ ผมพูดมาทั้งหมดนี้แล้ว แต่ผมไม่อยากจบด้วยคำว่า “โครงการนี้ดี” หรือ “โครงการนี้เลว”
เพราะเงิน 15,500 ล้านบาทที่พูดถึง ไม่ใช่เงินผมคนเดียว และก็ไม่ใช่เงินรัฐบาล
มันคือเงินของประชาชน
งั้นแทนที่จะเชื่อผม เชื่อรัฐบาล เชื่อฝ่ายค้าน หรือเชื่อบริษัทประกัน ลองตั้งคำถามกันทีละข้อดีกว่าครับ
คำถามแรก — เรากำลังเอาอะไรมาเทียบกับอะไร?
รัฐบาลเคยเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2546–2569 ใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 123,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 5,300 ล้านบาทต่อปี
แต่ต่อมาเรากลับได้ยินตัวเลขประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี
ถ้าทั้งสองตัวเลขถูกต้อง คำถามก็ง่ายมาก
5,300 ล้านบาทกับ 40,000 ล้านบาท นับค่าใช้จ่ายประเภทเดียวกันหรือไม่?
ถ้าไม่ใช่ แล้วส่วนต่างคืออะไร?
ภัยแล้งอยู่ในนั้นไหม? PM2.5 อยู่ไหม? ค่าศูนย์พักพิง ถุงยังชีพ ค่ารักษาพยาบาล หรือการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในนั้นหรือไม่?
และสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอยู่ในกรมธรรม์ 15,500 ล้านบาทนี้หรือเปล่า?
ถ้าอยู่ ก็แสดงตัวเลขออกมา
ถ้าไม่อยู่ ก็ไม่ควรนำตัวเลขที่มีขอบเขตต่างกันมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ
คำถามที่สอง — เงิน 15,500 ล้านบาท ซื้ออะไรให้ประชาชนจริง ๆ?
เรารู้ว่าโครงการจะคุ้มครองบ้านประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ครอบคลุมน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว บ้านเสียหายจ่ายสูงสุดตามเงื่อนไข 100,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิต 2 ล้านบาทต่อคน
แต่แค่นั้นยังตอบไม่ได้ว่าเบี้ย 15,500 ล้านบาท ถูกหรือแพง
คำถามที่ควรตอบต่อคือ
ในหนึ่งปีคาดว่าจะมีผู้เคลมกี่ราย?
คาดว่าจะจ่ายค่าสินไหมรวมเท่าไร?
ปีปกติเท่าไร?
ปีที่เกิดมหาอุทกภัยเท่าไร?
เหตุการณ์ระดับรุนแรงที่ใช้ตั้งราคานี้คาดว่าจะเกิดทุกกี่ปี — 20 ปี 50 ปี หรือ 100 ปี?
ถ้าเราไม่รู้ตัวเลขเหล่านี้ แล้วประชาชนจะตรวจสอบได้อย่างไรว่า 15,500 ล้านบาทเป็นราคาที่สมเหตุสมผล?
คำถามที่สาม — วงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาทหมายความว่าอย่างไร?
รัฐบาลบอกว่า จ่ายเบี้ยประมาณ 15,500 ล้านบาท เพื่อสร้างกรอบความคุ้มครองรวมกว่า 75,000 ล้านบาท
ฟังดูเหมือนจ่าย 15 แล้วได้ 75
แต่ประกันไม่ได้ทำงานเหมือนเอาเงิน 15 บาทไปแลกเงิน 75 บาท
เพราะคำถามที่แท้จริงคือ
มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ต้องจ่าย 75,000 ล้านบาท?
ถ้าเกิดภัยครั้งใหญ่ บริษัทประกันรับความเสี่ยงเองเท่าไร?
ส่งต่อไปบริษัทประกันภัยต่อ หรือ reinsurance เท่าไร?
ถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายพร้อมกันหลายพื้นที่ ใครเป็นคนรับความเสียหายส่วนสุดท้าย?
บริษัท?
บริษัทประกันภัยต่อ?
หรือสุดท้ายกลับมาเป็นรัฐ?
นี่ต่างหากคือสิ่งที่จะบอกได้ว่าเรา “ถ่ายโอนความเสี่ยง” ออกจากรัฐจริงมากน้อยแค่ไหน
คำถามที่สี่ — ถ้าไม่มีบริษัทประกัน รัฐทำเองได้หรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่ต้องถามทั้งสองด้าน
ถ้ารัฐเก็บเงิน 15,500 ล้านบาทไว้เป็นกองทุนภัยพิบัติเองทุกปี จะเกิดอะไรขึ้น?
รัฐอาจประหยัดกำไรและค่าใช้จ่ายบางส่วนของบริษัทประกัน
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดมหาภัยพิบัติในปีแรก กองทุนที่สะสมไว้อาจไม่เพียงพอ
ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่
“ทำไมต้องให้บริษัทประกันได้เงิน?”
แต่ควรถามว่า
“ค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้บริษัทประกัน แลกกับการถ่ายโอนความเสี่ยงออกจากรัฐไปได้เท่าไร และคุ้มกว่ารัฐรับความเสี่ยงเองหรือไม่?”
สองคำถามนี้ไม่เหมือนกันเลย
คำถามที่ห้า — ถ้าบริษัทประกันมีกำไร แปลว่าประชาชนเสียประโยชน์หรือไม่?
ไม่จำเป็น
บริษัทเอกชนต้องมีกำไรจึงดำเนินธุรกิจได้
คำถามจึงไม่ควรเป็นว่า
“บริษัทได้กำไรหรือไม่?”
แต่ควรเป็นว่า
“กำไรและค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจ่ายไปนั้น สมเหตุสมผลกับความเสี่ยงที่บริษัทรับไปหรือไม่?”
ถ้าบริษัทได้เงิน 15,500 ล้านบาท แต่ต้องรับความเสี่ยงที่อาจทำให้ขาดทุนหลายหมื่นล้านในปีมหาภัยพิบัติ ราคานั้นอาจมีเหตุผล
แต่ถ้าความเสี่ยงแท้จริงต่ำมาก และสุดท้ายความเสี่ยงส่วนใหญ่ยังย้อนกลับมาอยู่กับรัฐ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เราจะรู้ได้อย่างไร?
ก็ต้องเปิดตัวเลข
คำถามสุดท้าย — แล้วทำไมประชาชนต้องเป็นฝ่ายเดา?
นี่คือคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
ถ้าโครงการนี้ใช้เงินสาธารณะ 15,500 ล้านบาทต่อปี และรัฐบาลมั่นใจว่าเป็นการบริหารความเสี่ยงที่คุ้มค่า การเปิดข้อมูลก็น่าจะทำให้รัฐบาลอธิบายโครงการได้แข็งแรงขึ้น ไม่ใช่อ่อนแอลง
เปิดว่าเบี้ยคำนวณจากอะไร
เปิด Expected Annual Loss
เปิดแบบจำลองภัยพิบัติที่ใช้
เปิดค่า Reinsurance
เปิดว่าบริษัทใดรับความเสี่ยงเท่าไร
เปิดสมมติฐาน Worst Case
และที่สำคัญ อธิบายให้ได้ว่า 5,300 ล้านบาทต่อปีกับ 40,000 ล้านบาทต่อปีต่างกันเพราะอะไร
ถ้าตัวเลขเหล่านี้ออกมาแล้วพิสูจน์ว่า จ่าย 15,500 ล้านบาทเพื่อแลกกับการลดความเสี่ยงของรัฐและช่วยประชาชนได้เร็วขึ้นจริง
ก็ดีครับ
ประชาชนก็ได้รู้ว่าเงินภาษีถูกใช้เพื่อซื้ออะไร
แต่ถ้าตัวเลขออกมาแล้วพบว่าราคาสูงกว่าความเสี่ยงที่รับไปมาก
ประชาชนก็ควรถามต่อ
นี่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องรัฐบาลฝ่ายไหน พรรคไหน หรือบริษัทไหน
มันเป็นหลักง่าย ๆ ของการใช้เงินสาธารณะ
คนที่เสนอให้ใช้เงิน ควรสามารถอธิบายได้ว่าเงินนั้นซื้ออะไร
ความเสี่ยงเดิมคือเท่าไร
ความเสี่ยงถูกย้ายไปให้ใคร
และทำไมราคาที่ประชาชนจ่ายจึงสมเหตุสมผล
ผมไม่จำเป็นต้องตอบให้คุณว่าโครงการนี้คุ้มหรือไม่คุ้ม
รัฐบาลก็ไม่ควรขอให้คุณเชื่อเพียงเพราะบอกว่ามันคุ้ม
ฝ่ายค้านก็ไม่ควรขอให้คุณเชื่อเพียงเพราะบอกว่ามันไม่คุ้ม
ขอแค่เอาตัวเลขทั้งหมดวางบนโต๊ะ
แล้วให้ประชาชนคิดเองครับ
ผมชอบเวอร์ชันนี้มากกว่าการจบด้วย “กินนิ่ม 5,000 ล้าน” เพราะมันโจมตี จุดที่อีกฝ่ายตอบได้ยากกว่าด้วยหลักฐาน: ไม่ได้กล่าวหาว่าใครโกง ไม่ได้สมมติว่าบริษัทจะไม่จ่าย แต่ตั้งภาระให้ผู้เสนอนโยบายแสดงว่า ราคา ความเสี่ยง และผลประโยชน์สัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่ตรวจสอบได้จริง และยังยุติธรรมกับข้อโต้แย้งของรัฐบาลที่ว่าระบบประกันมีไว้เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงและทำให้การจ่ายเยียวยาเร็วขึ้นด้วย รัฐบาลไทย
อีกอย่างที่ผมตั้งใจเปลี่ยนคือ จาก “ผมจะพิสูจน์ว่าคุณผิด” เป็น “สมมติว่าคุณถูก แล้วข้อมูลอะไรต้องเป็นจริง?” นี่จะให้กลิ่นโสกราติสมากกว่า และเหมาะกับคนอ่านทั่วไป เพราะต่อให้เขาเริ่มต้นจากการเห็นด้วยกับรัฐบาล เขาก็ยังเดินตามคำถามชุดนี้ได้จนจบโดยไม่รู้สึกว่าบทความกำลังบังคับให้เลือกข้าง.
**************
ภาพประกอบบทความ และแรงบันดาลใจ บทความ
ลุยจิ ที่กล่าวถึง
ภาพข่าว และเสียงค้าน ที่หายไป สองสัปดาห์














































