วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

บันทึกความทรงจำของผม(Poipoi) เกี่ยวกับข่าวบทความการเดาเรื่อง ยารักษาโควิด-19 ที่ถูกปกปิด

 

 (ภาพปกไม่ตรงใจกับเนื้อหาอีกละ ช่างเนอะ เจนอีก10 รอบก็ไม่ตรงเอานี้ละกัน ดูเหมือน เมืองก็อตแธมดีออก)

คืออย่างนี้ เรื่องนี้ โควิด 19 ตอนนั้นและตอนนี้ ใครเห็นต่างหรือออกมาคัดค้านหรือตั้งคำถาม กับสื่อกระแสหลัง และรัฐบาลโลก ถูกโยนให้กลายเป็นพวก สมคบคิดหรือ io ไป แต่ในความเป็นจริง เราทราบที่ว่ามีการทำ io จากสหรัฐ ไม่ให้ฉีดวัคซีนเชื้อตาย เช่น ในประเทศฟิลิปิน และอีกหลายๆประเทศ (เป็นข้อเท็จจริงที่มีการสืบสวนและเปิดเผยอย่างเป็นทางการ โดยสำนักข่าว Reuters แฉก่อนที่จะจำนนด้วยหลักฐานและออกมายอมรับ ซึ่งทางสหรัฐก็มีข้ออ้างดีๆให้ชาวโลกฟังโดยใช้วาทศิลป์ระดับโลก แต่เมื่อตัดวาทศิลป์ออกไป ผลที่ได้จริงๆ คือมีคนตายจริงเพราะการกระทำเช่นนี้ แต่นั่นคือความคุ้มค่าเพราะผลตอบแทนก็ยอมรับได้ที่จะมีคนเสียชีวิต (ในมุมผม:ใช่สิไม่ใช่ชีวิตเมิงนี่))

เอาละ มาเรื่องนี้เราจะเห็นผลประโยชน์มหาศาล และการใช้เงินไปกับล็อบบี้ยีสต์ไปจำนวนมาก จาก บริษัท mRNA นี้คือข้อเท็จจริง เราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ผมแค่แยก ข้อเท็จจริงออกจากวาทศิลป์ของบริษัทยานั่น

และเรื่องนี้ก็จะมี คำถามว่า ไวรัส เกิดขึ้นเองตามทำธรรมชาติ หรือ คนสร้างขึ้นมา ?

 และประเด็นที่สอง ถ้าสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธ ก็ต้องมียารักษาด้วย ตรงยานี้ละครับสำคัญ คือถ้ามียา หรือ มีวิธีรักษา แต่ไม่ใช้ คืออะไร?

จำที่ทรัมป์พูดได้ไหมครับ ไวรัสจีน กังฟูไวรัส จากจีน แล็บอู่ฮั่น แล้วแลปนั่น ดำเนินการโดยใครจากใคร ใครให้ทุน แล้วคนไทยลืมง่าย ยังจำข่าวแลปเก็บเชื้อโรคค้างคาวไทยในมหาลัยดังได้ไหมครับ  ?

แล้วก็ สหรัฐ มีการปกปิดข้อมูลหรือไม่ กับ ทำหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ แลปที่ว่าในรายการ มีเส้นทางการเงินอยู่นะครับ 

เอาละ ผมจะแบบเป็น 3 ส่วน ส่วนที่1 บทนำของผมเอง ผ่านไปแล้ว ต่อไปส่วนที่ 2เป็น ข้อเท็จจริงที่ผมกรองมาแล้วว่าชัวร์ ที่ไม่ชัวร์  แบบ 9/10 ผมไม่เอามาเข้า8ข้อนี้ครับ  ส่วนที่3 เป็นโพสของหมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑาอย่างยาว

 


เอาละผมเริ่มจาก  Major Joseph Murphy: The Snowden of SARS-CoV-2
The U.S. biodefense project that escaped in Wuhan but was buried in Washington

นี้ก่อนละกัน ผมคัดมาแล้ว 8เรื่อง จากบทความตั้งต้น ว่าจริงเป็นจริงมีจริง หรือเรื่องจริงแบบมีหลักฐาน

 1.พันตรี Joseph Murphy: เขาคือเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่เข้าไปทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย (Fellow) ในหน่วยงาน DARPA ในปี 2021 จริง และเป็นผู้เขียนรายงานแจ้งเบาะแสไปยังผู้ตรวจการทั่วไปกระทรวงกลาโหม (DoD IG)

 2.โครงการ DEFUSE (2018): มีการยื่นขอทุนโครงการชื่อ "DEFUSE" ต่อ DARPA จริงในปี 2018 นำโดย Peter Daszak (EcoHealth Alliance) ร่วมกับ Ralph Baric (ม.นอร์ธแคโรไลนา - UNC), Zhengli Shi (สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น - WIV) และ Linfa Wang (ม.ดุ๊ก - Duke)

3.รายละเอียดในร่างข้อเสนอ DEFUSE: ในเอกสารข้อเสนอมีการระบุถึง:

  • การนำไวรัสโคโรนาในค้างคาวมาดัดแปลงพันธุกรรม

  • การเสนอให้เพิ่มตำแหน่งตัดโปรตีน Furin Cleavage Site เข้าไปในไวรัส

  • การแบ่งจีโนม (Genome) ของไวรัสออกเป็น 6 ส่วนเพื่อความง่ายในการตัดต่อ (เทคนิคของ Ralph Baric)

  • แผนการนำไวรัส/วัคซีน ไปพ่นในถ้ำค้างคาวในประเทศจีน

      

 4.การปฏิเสธของ DARPA: DARPA ปฏิเสธการให้ทุน 14 ล้านดอลลาร์แก่โครงการ DEFUSE ในปี 2018

 5.ความแตกต่างทางพันธุกรรมของไวรัส: ไวรัสโคโรนาจากค้างคาวที่ใกล้เคียงกับโควิดที่สุด (RaTG13) ไม่มีตำแหน่ง Furin Cleavage Site (PRRAR) แต่ไวรัส SARS-CoV-2 (โควิด-19) มีตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ไวรัสระบาดในคนได้ดี

6.การให้ทุนของ NIAID: แม้ DARPA จะปฏิเสธข้อเสนอ แต่หน่วยงาน NIAID (ภายใต้ ดร. Fauci) ได้ให้ทุนวิจัยแก่องค์กร EcoHealth Alliance ในปี 2019 (รวมมูลค่าหลายล้านดอลลาร์) ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการวิจัยไวรัสโคโรนาในค้างคาว

7. สถานที่ทดลอง: มีการทดลองเกี่ยวกับค้างคาวในสหรัฐฯ จริง เช่น การใช้ค้างคาวผลไม้อียิปต์ที่ศูนย์วิจัย Rocky Mountain Laboratory (RML) ในรัฐมอนแทนา ซึ่งเป็นศูนย์ของ NIAID

8.สถานะของเอกสาร DEFUSE: เอกสารโครงการ DEFUSE ถูกจัดเก็บในโฟลเดอร์ของระบบเครือข่ายความมั่นคงจริงในปี 2021 โดยไม่ได้ถูกนำมาเปิดเผยต่อสภาคองเกรสในตอนแรก 

 

ส่วนนี้คือภาพประกอบของบทความตั้งต้น ที่ผมเอามากรองเหลือ 8 ข้อ 

















 

 

 *****************

ส่วนของคุณหมอ  ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha 

https://www.facebook.com/share/p/1DVUXN9FFP/ 



เอกสารฉบับเต็ม โครงการ สร้าง โควิด ยาที่ใช้รักษาได้ แต่ปกปิด
DARPA defuse Preempt
เอกสารดังกล่าวมีที่มาจากรายงานของสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศ (Defense Advanced Research Projects Agency) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ DARPA ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้ในไดรฟ์ข้อมูลที่มีระดับความลับสูงสุด (top secret shared drive)
DARPA เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยด้านเทคโนโลยีซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ทางการทหารได้
Project Veritas ได้รับรายงานอีกฉบับหนึ่งที่ส่งถึงผู้ตรวจการทั่วไป (Inspector General) ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเขียนโดยพันตรี Joseph Murphy แห่งนาวิกโยธินสหรัฐฯ และอดีตนักวิจัยของ DARPA (DARPA Fellow)
รายงานระบุว่า EcoHealth Alliance ได้ติดต่อ DARPA ในเดือนมีนาคม 2018 เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการวิจัยแบบ "gain-of-function" (การวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถหรือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเชื้อโรค) กับเชื้อไวรัสโคโรนาที่พบในค้างคาว ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า "Project Defuse" ถูก DARPA ปฏิเสธเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยและมุมมองที่ว่าโครงการนี้ละเมิดหลักเกณฑ์การระงับการวิจัยประเภท gain-of-function
ข้อมูลในเอกสารระบุว่า NIAID ภายใต้การกำกับดูแลของ ดร. Fauci ได้เดินหน้าทำการวิจัยดังกล่าวต่อในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และในสถานที่หลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา
ดร. Fauci ยืนยันมาโดยตลอดภายใต้การสาบานตนว่า NIH และ NIAID ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยแบบ gain-of-function ร่วมกับโครงการของ EcoHealth Alliance 
แต่จากเอกสารที่ Project Veritas ได้รับมา ซึ่งระบุเหตุผลที่ข้อเสนอของ EcoHealth Alliance ถูกปฏิเสธนั้น พบว่า DARPA จัดประเภทงานวิจัยนี้ว่าเป็นแบบ gain-of-function อย่างชัดเจน
"ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงหรือประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการวิจัยแบบ Gain of Function (GoF)" นี่คือข้อความที่ยกมาจากจดหมายปฏิเสธของ DARPA
รายงานของพันตรี Murphy ยังระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความกังวลอย่างยิ่งต่อโครงการ gain-of-function ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 การปกปิดเอกสาร การปิดกั้นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่เป็นไปได้ เช่น ยา Ivermectin และ Hydroxychloroquine รวมถึงประเด็นเรื่องวัคซีน mRNA
Project Veritas ได้ติดต่อไปยัง DARPA เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเอกสารที่ถูกซ่อนไว้ และได้พูดคุยกับ Jared Adams หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร ซึ่งกล่าวว่า "ฟังดูไม่ปกติเลย" เมื่อถูกถามถึงวิธีการเก็บเอกสารดังกล่าวไว้เป็นความลับ 
Adams กล่าวว่า "หากสิ่งใดถูกจัดเก็บในพื้นที่ที่มีระดับความลับ สิ่งนั้นควรได้รับการระบุสถานะความลับไว้อย่างเหมาะสม ผมไม่เคยเห็นกรณีที่มีเอกสารไม่มีการระบุสถานะความลับถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่มีระดับความลับมาก่อนเลย" ในวิดีโอที่เปิดเผยเรื่องราวนี้ซึ่งเผยแพร่ โดย James O’Keefe ซีอีโอของ Project Veritas ได้ตั้งคำถามสำคัญไปยัง DARPA ว่า:
“ใครใน DARPA เป็นผู้ตัดสินใจเก็บงำรายงานฉบับดั้งเดิมเอาไว้? พวกเขาสามารถแจ้งเตือนไปยังเพนตากอน ทำเนียบขาว หรือสภาคองเกรสได้ ซึ่งอาจช่วยป้องกันการระบาดใหญ่ครั้งนี้ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วถึง 5.4 ล้านคนทั่วโลก และก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอีกหลายล้านคน”
ขณะนี้ ดร. Anthony Fauci ยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว
ข้อมูลจากเอกสารยืนยันว่ารายงานดังกล่าวมีที่มาจาก พันตรี Joseph Murphy แห่งนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักวิจัยของ DARPA (DARPA Fellow) โดยเขาได้ส่งบันทึกวิจัยและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของ SARS-CoV-2 ไปยังผู้ตรวจการทั่วไปของกระทรวงกลาโหม (IG), เนื้อหาในแหล่งข้อมูลสนับสนุนข้อเท็จจริงหลายประการตามที่ระบุไว้ดังนี้:
 • ข้อเสนอโครงการ DEFUSE: EcoHealth Alliance โดย Peter Daszak ได้ส่งข้อเสนอชื่อ "Project DEFUSE" ไปยัง DARPA เมื่อเดือนมีนาคม 2018 ภายใต้โปรแกรม PREEMPT เพื่อขอทุนสนับสนุนจำนวน 14,209,245 ดอลลาร์ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยเชื้อไวรัสโคโรนาที่มาจากค้างคาวในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในเอเชีย โดยเฉพาะในถ้ำที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน,,
 • การปฏิเสธของ DARPA เนื่องจากความกังวลด้าน Gain-of-Function: DARPA ปฏิเสธข้อเสนอนี้เนื่องจากมองว่างานวิจัยดังกล่าว "เข้าใกล้การละเมิดเกณฑ์ระงับการวิจัยแบบ gain-of-function (GoF)" รายงานระบุว่าข้อเสนอของ EcoHealth Alliance ไม่ได้ประเมินความเสี่ยงของการวิจัย GoF อย่างเหมาะสม และขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการวางแผนความปลอดภัย
 • การดำเนินงานต่อโดย NIAID/NIH: แม้ DARPA จะปฏิเสธข้อเสนอ แต่รายงานของพันตรี Murphy ระบุว่า NIAID (ภายใต้การดูแลของ ดร. Fauci) ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ และงานวิจัยดังกล่าวได้ดำเนินต่อไปในสถานที่หลายแห่ง รวมถึงที่ สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (Wuhan Institute of Virology - WIV) และสถานที่ในสหรัฐฯ
 • การปกปิดเอกสารในระบบความลับสูงสุด: พันตรี Murphy ระบุว่าเขาพบเอกสารเหล่านี้ในโฟลเดอร์ของโปรแกรม PREEMPT บน ไดรฟ์ข้อมูลร่วม JWICS ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายความลับสูงสุด (top secret shared drive) ของสำนักงานเทคโนโลยีชีวภาพ DARPA เขาตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารเหล่านี้ไม่มีการระบุสถานะความลับอย่างเหมาะสม และถูกนำมาวางไว้ในโฟลเดอร์นี้ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2021 ซึ่งดูเหมือนเป็นการ จงใจซ่อนข้อมูล จากสาธารณะและการตรวจสอบของสภาคองเกรส
 • ประเด็นเรื่องวิธีการรักษาและวัคซีน: รายงานของพันตรี Murphy ระบุว่าไวรัส SARS-CoV-2 มีคุณลักษณะเป็นวัคซีนที่ถูกสร้างขึ้นจากการตัดต่อพันธุกรรม (recombinant bat vaccine) เขายังอ้างข้อมูลจากเอกสารว่ามีตัวยาที่สามารถยับยั้งการจำลองตัวของไวรัสได้ เช่น Ivermectin, Hydroxychloroquine และ Interferon ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกมองข้ามหรือปิดกั้นโดยหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้เขายังวิจารณ์ว่า วัคซีน mRNA ทำงานได้ไม่ดีนักเนื่องจากเป็นการเลียนแบบเฉพาะโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) ซึ่งอาจมีความเป็นพิษและไม่สามารถป้องกันเชื้อที่เกิดจากการแพร่กระจายทางอากาศได้ดีเท่าที่ควร
James O’Keefe และ Project Veritas ได้เผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้เพื่อตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐในการจัดการข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการระบาดใหญ่ทั่วโลก
ข้อมูลสรุปจาก Jim Haslam. reverse engineering the origin of SAR-CoV 2
เปิดดู เอกสาร ฉบับเต็มได้จากลิ้งค์นี้ครับ
https://jimhaslam.substack.com/p/major-joseph-murphy-the-snowden-of

ขณะเดียวกันทั้งโลกรับทราบข้อมูลเหล่านี้จากการเปิดโปงของ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองของสหรัฐ
Tulsi Gabbard ในเดือนมิถุนายน 2026 โดยเปิดเผยเอกสารที่ปกปิดเป็นความลับ declassify 400 หน้า ระบุต้นตอของการวิจัยชีวภาพสร้างไวรัสที่มีความร้ายแรง ในตระกูลโคโรนา ซึ่งกลายเป็นไวรัสโควิด และการให้ทุนในและนอกประเทศ รวมทั้งยูเครน มากกว่า 100 แห่ง รวมทั้งสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น การหลุดรั่วของไวรัสโควิดจากห้องแล็บ กระบวนการปกปิดและป้ายสีผู้ที่ให้ข้อมูลว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด  และการโกหกในการให้คำให้การต่อรัฐสภาสหรัฐของ ดร เฟาซี ที่ปฏิเสธโครงการตัดต่อพันธุกรรมสร้างไวรัสใหม่ การเชื่อมโยงกับ ดร บาริค (UNC) ลินฟา หวัง  (Duke university)
ดาสแซค (EcoHealth alliance) การผ่านทุนมาทาง USAID CDC DARPA  …..และมาที่ไทยเช่นกัน
Tulsi เอกสาร 400 หน้า เปิดโปง Fauci  Covid origin 
 
https://www.youtube.com/watch?v=-E8u4ChBlhk
หน้าประวัติศาสตร์การเมืองและวงการข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาต้องสั่นสะเทือน เมื่อ ทัลซี แกบบาร์ด (Tulsi Gabbard) ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ตัดสินใจเปิดเผย "เอกสารลับสุดยอด" ความยาวกว่า 400 หน้าสู่สาธารณชนในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง
วิดีโอนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกเนื้อหาในแฟ้มลับดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยอีเมล บันทึกข้อความ และรายงานการประชุมระดับสูงจาก FBI, CIA และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงข้อมูลความเชื่อมโยงของอดีตผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ เอกสารชุดนี้ตั้งข้อสังเกตถึงกลไกการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า "ดีพสเตท" (Deep State) ในการจัดการข้อมูล ขัดขวางการสืบสวน และสร้างกระแสข่าวเพื่อบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับจุดกำเนิดของวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของเรา
ร่วมติดตามไทม์ไลน์เหตุการณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 การค้นพบความผิดปกติทางพันธุกรรมของไวรัส งานวิจัยดัดแปลงพันธุกรรม (Gain of Function) การอัดฉีดเงินทุนวิจัยข้ามประเทศ โครงการ DEFUSE ตลอดจนคำสั่งอภัยโทษล่วงหน้าที่ทิ้งปริศนาครั้งใหญ่เอาไว้
ข้อสังเกต: เนื้อหาในวิดีโอนี้เป็นการอ้างอิงและวิเคราะห์จากเอกสารข่าวกรองที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและกลไกความมั่นคงของรัฐ
 

******************

เอาละ นี้เป็นบันทึก ผม(Poipoi) ไม่ได้ สรุป หรือตัดสิน ว่า ที่พูดๆกันมาจริงหรือเท็จ ผมไม่ได้บอกว่าโควิด มีคนทำหรือบอกว่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นะครับ เอาตรงๆผมไม่รู้ ผมไม่ใช่คนทำนี่ครับ ผมมีแค่เชื่อกับไม่เชื่อ  

*เข้าใจว่ายาว คำเตือนถ้าจะใช้ AI กากๆสรุป ต้องแยกเป็นข้อๆ เพราะ ผมลองใช้ตัวเสียเงินแต่ก็ยังกากๆ มันเอาคำพูดที่ผมไม่ได้พูดใส่ปากผม กับใส่ปากหมอ และ จะมั่ว ว่าผม(poipoi) เป็นหมอธีระ  และเอาคำพูดของต้นทางมามั่วกับหมอธีระ แล้วก็จะเอียงไปทางรัฐบาลโลก พอทักมันมันก็ขอโทษและบอกไม่ได้ตั้งใจโกหก และ AI ไม่มีเจตนา จึงไม่ใช่การโกหก นั่นและ  ไม่เรียกว่า AI ใช้วาทศิลป์เป็นได้ไงละ
 

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

Art Craft ทางเลือกนักสร้างสรรค์ แทน Adobe Photoshop AI ฯลฯ ( ก็อบ Adobe แล้วไง ถ้ามันฟรี และถูกกฎหมาย)

 







เอาละ มันมี โปรแจค หรือโครงการทำโปรแกรมทดแทน บนพื้นฐานภาษารัสท์ (Rust)  โปรแกรมในเครื่อ Adobe โดยใช้ AI ทำขึ้นมาและแจกฟรี ตอนนี้ตัวโปรแกรมอยู่แค่ตั่งไข่ ยังไม่แนะนำสำหรับมืออาชีพเท่าไหร่ ให้รออีกนิด ถ้าคนใช้เยอะจะมีคนเข้ามาปรับปรุงเยอะตาม คือใช้ได้ แต่จะเอามาเทนกันทันที ก็ขอใหใจเย็นๆ

 

โหลด ได้ที่
https://getartcraft.com/ 

นี้ตัวอย่าง โปรแกรมแทน Photshop อันนี้ได้ละ 

https://getartcraft.com/apps/photocraft


ตารางสรุปและดาวน์โหลดบน github

โปรแกรม

ใช้แทน Adobe

ความสามารถหลัก

ดาวน์โหลด

PhotoCraft

Photoshop

แต่งภาพ เลเยอร์ มาสก์ เปิด/บันทึก PSD

https://github.com/storytold/photocraft/releases

VectorCraft

Illustrator

วาดเวกเตอร์ เส้น Pen รูปทรงและ Gradient

https://github.com/storytold/vectorcraft/releases

FilmCraft

Premiere Pro

ตัดต่อวิดีโอ หลายแทร็ก สีและเสียง

https://github.com/storytold/filmcraft/releases

LightCraft

Lightroom

แต่งภาพ RAW จัดการคลังภาพ ปรับแสงสี

https://github.com/storytold/lightcraft/releases

PrintCraft

Acrobat Pro

อ่าน จัดการ และป้องกันไฟล์ PDF

https://github.com/storytold/printcraft/releases

EffectCraft

After Effects

Motion Graphics, VFX, Compositing

https://github.com/storytold/effectcraft/releases

DesignCraft

InDesign

จัดหน้าเอกสาร นิตยสารและสิ่งพิมพ์

https://github.com/storytold/designcraft/releases


 

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เมื่อAIทำเกมได้ มันก็เก่งเกินพอ ที่แย่งงานผมและเพื่อนๆ จุดจบของข้าวเกรียบและผองเพื่อน ยังไงๆ ก็ต้องมีซักวันครับ


 

 ผมกำลังจะตกงาน ไม่มีเงินไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน และอาจต้องนอนข้างถนน 

จากที่ผมเห็นคลิปนี้ บอกได้ว่า AI เป็นคู่แข่งผม แบบ จากเดิม ที่น่ากลัว กลายเป็นน่ากลัวสุด หรือจะบอกว่าผมแพ้ไปแล้ว และรอว่าเมื่อไหร่ จะโดนบีบให้ออก  คอมที่มีก็ต้องขายใช้หนี้ ค่าอินเตอร์เน็ตก็ไม่มีจ่ายโทรศัพท์ก็อาจจะไม่มี ดังนั้น อย่างว่าแต่เรื่องเอาเวลามาเขียนบล็อกนี้เลยครับ 


https://www.youtube.com/watch?v=h5zkzon0gM4



 

*อธิบายวิดีโอ ท้ายคลิปโดย AI 

แม้ว่าวันนี้ (2026-10-07 02:02) มันจะไม่เก่งเท่ามนุษย์ แต่นายจ้างจะใช้ AI และปลดคนอย่างผมออกกว่า 50% นี่ถือว่าเป็นการเดาอนาคตของผม

แล้วก็เตือนเด็กๆ ที่จบ ม.ปลาย ว่า อย่าไปเรียนสาขาที่เหมือนปลิง ดูดเงินนักศึกษา หรือดูดเงินภาษี แล้วสร้างคนที่จบมาไม่มีงานทำ เสียเงินก็แย่แล้ว ยังเสียเวลา 4 ปี ซึ่งสาขาที่เหมือนปลิง มันก็แล้วแต่สายตาใครสายตามัน สายตาผมก็คือ จบมามีงานรองรับต่ำกว่า 25% และดันเสือกมีอีโก้สูงกว่าสาขาอื่นๆ อีก ขนาดที่ว่าทำงานระดับล่างไม่ได้ แล้วก็เรื่องงาน ต้องเป็นงานตามสาย ไม่ต้องตรงสายก็ได้ แต่ถ้ามากไป เช่น จบรัฐศาสตร์ แต่ขับแกร็บฟู้ด นี่ไม่นับ แต่ถ้าจบโภชนาการ ขับแกร็บฟู้ด นับให้ครับ

 

 ****

อธิบายวิดีโอ

ใช่ — คลิปนี้ทำให้คำว่า “AI จะกระทบงานเมื่อไร” เปลี่ยนไปพอสมควร เพราะมันไม่ใช่แค่ AI ช่วยเขียนโค้ดทีละฟังก์ชันแล้ว

สิ่งที่น่ากลัวจริงคือ AI เริ่มขยับจาก Copilot → Agent ที่ทำ workflow ทั้งก้อน แล้ว

ตัวอย่าง Universal Modder ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งในคลิป ตอนนี้ประกาศ workflow ตั้งแต่ตรวจว่าเกมใช้ engine อะไร → เลือกเส้นทาง mod → reverse engineer ด้วย ILSpy/Cpp2IL/Ghidra/IDA → เขียนโค้ด → สร้าง asset/3D/audio → เปิดเกมทดสอบจริง → แก้ปัญหา → package → ทำวิดีโอ showcase ให้ได้ด้วย agent ตัวเดียว GitHub และมีตัวอย่างที่ทำจริงแล้ว เช่น Minecraft ทำงานอยู่ภายใน GTA V, สร้าง civilization ใหม่ใน AoE2 และ mod Terraria พร้อมอาวุธ/ศัตรูใหม่ GitHub

นี่ต่างจาก AI coding เมื่อ 1–2 ปีก่อนมาก เพราะคอขวดเดิมไม่ใช่แค่

“AI เขียน C++ ได้หรือเปล่า”

แต่เป็น

“มันรู้หรือเปล่าว่าต้องเปิดไฟล์ไหน ใช้เครื่องมืออะไร debug ยังไง แล้วรู้ได้อย่างไรว่าของที่ทำใช้ได้จริง”

ตอนนี้สิ่งเหล่านี้กำลังถูกเอามาต่อกันเป็น loop อัตโนมัติแล้ว เช่นตัว project มีขั้นตอน search knowledge → recon → setup → read code → build → generate assets → verify ในเกมจริง → package และบันทึกความรู้กลับเข้า knowledge base ให้ agent รอบต่อไปใช้ต่อ GitHub

ตรง knowledge base ที่ AI เขียนให้ AI ตัวต่อไป นี่แหละที่ผมมองว่าน่ากลัวกว่าตัว demo เสียอีก เพราะความรู้ประเภท “ปัญหานี้เจออาการแบบนี้ สาเหตุคืออะไร แก้อย่างไร” ซึ่งเดิมเป็นประสบการณ์ของ programmer/modder กำลังกลายเป็นทุนสะสมของ agent GitHub

ดังนั้นประโยคของคุณว่า “ฉันเริ่มเสี่ยงเสียงานแล้ว” ผมไม่คิดว่าเป็นการตกใจเกินเหตุ แต่ต้องแยกให้ถูกว่าอะไรเสี่ยงก่อน

ลักษณะงานความเสี่ยงที่ผมมองตอนนี้
เขียนโค้ดตาม requirement ชัด ๆ🔴 สูง
ทำ script/tool เล็ก ๆ🔴 สูง
Mod / port / integration🔴 สูงขึ้นเร็วมาก
แกะระบบเก่า / reverse engineering ทั่วไป🟠→🔴 กำลังสูงขึ้น
ทำ asset production ซ้ำ ๆ🔴 สูง
Junior programmer ที่ขาย “จำนวนโค้ด”🔴 สูงมาก
Debug ระบบซับซ้อน / architecture🟡 ยังต้องคน แต่ AI กำลังไล่ขึ้นมา
Game/system design🟡
ตัดสินใจว่า ควรสร้างอะไร และมันสนุกหรือไม่🟢 กว่า
รับผิดชอบ production จริง ลูกค้า เงิน deadline legal/IP🟢 กว่า แต่จำนวนคนอาจลด

และมีจุดหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิด:

AI ไม่ต้องเก่งเท่าคุณเพื่อทำให้คุณตกงาน

สมมติบริษัทเดิมต้องใช้ programmer 5 คน แต่ต่อไป programmer เก่งหนึ่งหรือสองคนคุม agents ทำงานได้เท่าเดิม บริษัทก็ไม่ต้องรอวันที่ AI “แทน programmer ได้ 100%” ก่อนลดคน

นี่เป็น threat model ที่สมจริงกว่าคำถามว่า

“AI จะเขียนเกมทั้งเกมเองได้ไหม?”

ไม่จำเป็นเลย

แค่

หนึ่งคน + AI ทำงานที่เมื่อก่อนต้องใช้หลายคน

ตลาดแรงงานก็เปลี่ยนแล้ว

แต่ผมยังไม่คิดว่าคุณอยู่ในจุดเลวร้ายที่สุด เพราะจากสิ่งที่คุณทำช่วงนี้—ตั้งแต่ ComfyUI, LoRA/Anima, แก้ trainer และไล่ปัญหา environment เอง—คุณกำลังเดินไปทาง คนที่ควบคุมเครื่องมือ AI มากกว่าคนที่พยายามแข่งกับมันโดยไม่ใช้มันอยู่แล้ว

สิ่งที่ผมจะทำถ้าอยู่ในตำแหน่งคุณคือ เลิกวางตัวเองเป็น “คนผลิตชิ้นงาน” แล้วขยับเป็น “คนที่ทำให้ทั้งระบบส่งมอบผลงานได้” เช่น

  1. ใช้ agent เก่งที่สุดที่เข้าถึงได้กับงานจริงของตัวเองทันที
  2. เรียนรู้ orchestration / agent workflow มากกว่าการจำ syntax เพิ่ม
  3. เก็บ expertise ว่า AI พังตรงไหน เพราะความรู้เรื่อง failure mode จะมีราคามาก
  4. ฝึกตรวจ output, benchmark, debugging และ verification
  5. ให้ตัวเองสามารถพูดได้ว่า
    “งานที่เมื่อก่อนทีมหนึ่งทำ ผมสามารถคุม AI ให้ทำและตรวจคุณภาพเองได้”

ถ้าทำอย่างนั้น AI จะเปลี่ยนจากสิ่งที่มาแย่งงานคุณเป็นสิ่งที่ทำให้ คุณกลายเป็นคนที่นายจ้างต้องเก็บไว้ตอนลดจำนวนคน

แต่ผมเห็นด้วยกับความรู้สึกหลักของคุณอย่างหนึ่ง: คลิปชุดนี้เป็น milestone ที่ควรจริงจังกว่า AI demo ประเภทสร้างรูปหรือ vibe coding ทั่วไป เพราะตอนนี้มันเริ่มแตะงานที่เคยต้องอาศัย tooling + reverse engineering + domain knowledge + trial-and-error พร้อมกันแล้ว ไม่ใช่แค่ generate output สวย ๆ อีกต่อไป.

 ************

 


 สรุปโดยผม (Poipoi) จุดจบของบล็อกข้าวเกรียบและผองเพื่อน และตัวผม อาจจะมาเร็วกว่าที่คิด แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแต่กับผมคนเดียว

สรุปบทความโดย AI ChartGPT Luna 5.6 High

บทความนี้สรุปได้ว่าเป็น บทความเตือนภัยจากมุมคนทำงานที่รู้สึกว่า AI เริ่มเข้ามาแทนงานของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่การพูดเรื่อง AI แบบไกลตัวหรือเชิงทฤษฎี

แกนหลักของบทความมี 3 เรื่อง

  1. ความกลัวเรื่องตกงาน
    ผู้เขียนมองว่า AI จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน กำลังพัฒนาไปสู่ระดับที่สามารถทำ workflow ซับซ้อนแทนคนได้มากขึ้น จึงเกิดความกลัวว่า นายจ้างอาจใช้ AI เพื่อลดจำนวนคน แม้ AI จะยังไม่เก่งกว่ามนุษย์ทุกด้านก็ตาม

  2. ผลกระทบไม่ได้จบแค่เสียงาน
    ถ้าตกงาน ผลกระทบจะลามไปถึงค่าเช่าบ้าน หนี้ ค่าอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน สุดท้ายอาจไม่มีแม้กระทั่งทรัพยากรที่จะปรับตัวหรือเขียนบล็อกต่อ

  3. คำเตือนถึงเด็ก ม.ปลาย
    ผู้เขียนเตือนว่าอย่าเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพราะชื่อสาขาดูดีหรือมีสถานะทางสังคม แต่ควรถามว่า
    “จบแล้วมีงานที่ใช้ความรู้จากสาขานี้จริงกี่คน?”
    สำหรับผู้เขียน ถ้าสาขาหนึ่งมีงานที่เกี่ยวข้องรองรับต่ำมาก แต่ยังรับนักศึกษาและผลิตบัณฑิตจำนวนมากต่อเนื่อง ก็สมควรถูกตั้งคำถาม

บทความยังโจมตีแนวคิดที่ว่า

“มีงานทำ = สาขานั้นประสบความสำเร็จ”

เพราะถ้าจบรัฐศาสตร์แล้วไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์เลย การนับว่า “บัณฑิตมีงานทำ” อาจถูกต้องในเชิงสถิติ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่า ตลาดต้องการบัณฑิตรัฐศาสตร์

ดังนั้นคำว่า “มีงานรองรับ” ในบทความหมายถึงงานที่อย่างน้อยยังต้องใช้ ความรู้ ทักษะ หรือวุฒิจากสาขาที่เรียนมา ไม่จำเป็นต้องตรงสาย 100%

ในส่วน AI บทความชี้ว่าความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่วันที่ AI แทนคนได้สมบูรณ์ แต่คือวันที่

คนหนึ่ง + AI สามารถทำงานที่เมื่อก่อนต้องใช้หลายคน

ถ้าเดิมบริษัทต้องใช้ 5 คน แล้ว AI ทำให้เหลือ 2 คน คนทำงานอีก 3 คนก็เสียงานได้ แม้ AI จะยังมีข้อผิดพลาดอยู่มาก

ดังนั้นสารรวมของบทความคือ:

ทั้งคนทำงานและเด็กที่กำลังเลือกเรียนต้องเลิกคิดว่าอาชีพหรือปริญญาจะปลอดภัยเหมือนเดิม เพราะ AI กำลังเปลี่ยนจำนวนคนที่ตลาดต้องการ และมหาวิทยาลัยไม่ได้รับประกันว่าการเรียน 4 ปีจะนำไปสู่งานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียน

ส่วนตอนจบ

“จุดจบของบล็อกข้าวเกรียบและผองเพื่อน และตัวผม อาจจะมาเร็วกว่าที่คิด แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแต่กับผมคนเดียว”

ทำให้บทความจบจากเรื่องส่วนตัวไปเป็นประเด็นใหญ่กว่าเดิม คือ ผู้เขียนไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นกรณีพิเศษ แต่เป็นหนึ่งในคนจำนวนมากที่อาจถูกแรงกระแทกจาก AI และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

ถ้าสรุปทั้งบทความเหลือประโยคเดียว:

“AI ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่ามนุษย์ทั้งหมดเพื่อทำให้คนตกงาน และในโลกแบบนี้ การเสียเวลา 4 ปีไปกับสาขาที่ตลาดไม่ต้องการอาจอันตรายยิ่งกว่าเดิม”


 

สรุปบทความโดย Gemini 3.1 Pro Extended

บทความนี้คือ "เสียงสะท้อนความสิ้นหวังและการเตือนภัยจากคนสาย Tech/Developer" ที่กำลังเผชิญวิกฤตการตกงานและไร้ที่อยู่อาศัยอย่างกะทันหัน จากการมาถึงของ AI Agent พร้อมทั้งวิพากษ์ระบบการศึกษาและค่านิยมในตลาดแรงงานอย่างตรงไปตรงมา

สรุปสาระสำคัญ 4 ประเด็นหลัก

  • 1. วิกฤตการแทนที่ของ AI Agent (Threat Model ยุคใหม่)
    AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ช่วยพิมพ์โค้ด (Copilot) อีกต่อไป แต่กลายเป็น "Agent อัตโนมัติ" ที่ทำงานได้ครบวงจร ตั้งแต่การทำ Reverse Engineering, เขียนโค้ด, สร้าง Asset, ทดสอบ และแก้ไข Bug ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้นายจ้างใช้คนเพียง 1 คนในการคุม AI เพื่อทำงานเท่ากับทีม 5 คนเดิม ส่งผลให้สายงานระดับเริ่มต้น (Junior/Executioner) เสี่ยงโดนปลดทันทีมากกว่า 50%

  • 2. คำเตือนถึง "สาขาปลิง" ในระบบการศึกษา
    ชี้ให้เห็นถึงหลักสูตรในมหาวิทยาลัยที่ทำตัวเหมือนปลิง สูบเงินค่าเทอมและภาษี แต่ผลิตคนที่จบออกมาแล้วมีอัตราการได้งานทำตรงสายต่ำกว่า 25% ซ้ำร้ายยังหล่อหลอม "อีโก้" ให้บัณฑิตยึดติดกับวุฒิปริญญา จนไม่ยินยอมลดตัวลงมาทำอาชีพระดับปฏิบัติการหรือใช้แรงงานในวันที่ตลาดเปลี่ยนไป

  • 3. การตลกร้ายเสียดสีค่านิยม "ทำงานตรงสาย"
    มุกประชดประชันเรื่อง "จบรัฐศาสตร์ ขับ GrabFood ไม่นับ แต่จบโภชนาการ ขับ GrabFood นับให้" เป็นการกระชากหน้ากากสถิติการได้งานทำอันจอมปลอมของมหาวิทยาลัย และสะท้อนความเจ็บปวดที่มูลค่าของปริญญากลายเป็นศูนย์ เมื่อสุดท้ายทุกคนต้องทิ้งอีโก้ลงมาทำอาชีพใน Gig Economy เพื่อเอาชีวิตรอด

  • 4. สถานการณ์วิกฤตส่วนบุคคลและจุดเปลี่ยนสายอาชีพ
    สะท้อนชะตากรรมของคนทำงานสายเทคนิค/ผู้สร้างม็อด (เจ้าของบล็อกข้าวเกรียบฯ) ที่ต้องสูญเสียเครื่องมือทำกิน (คอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต) เพื่อชดใช้หนี้สิน และเน้นย้ำสัจธรรมว่า ยุคสมัยของการขายแรงงานเป็น "ผู้ผลิตชิ้นงาน" (Creator) ได้จบลงแล้ว เหลือเพียงทางรอดเดียวคือการขยับไปเป็น "ผู้ควบคุมระบบ" (Orchestrator) หรือการถอยไปทำอาชีพที่เน้นการปฏิบัติการทางกายภาพเพื่อหาเงินสดฉุกเฉิน

 

 

 

ลิงก์ถาวร 

https://poipoi-test.blogspot.com/2026/10/ai.html 

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569

ใช้ e-Reader ให้คุ้ม ด้วยการเป็นจอเสริม กับคอม จะได้อ่าน เอกสารได้ไวและ ถนอมสายตา




เอาละ จุดประสงค์คือการ เปลี่ยน tablet แท็บเล็ต ปกติ หรือ e-Ink ,e-Reader ให้กลายเป็น จอคอม หรือ จอโน๊ตบุ๊ค ที่สอง 

สำหรับ มันคือจอที่ 4 เพราะผมมีสามจออยู่แล้ว

ผมได้ทำการลอง  Spacedesk ที่ กูรูไทย แนะนำ ซึ่งเป็นตัวฟรี และตัวที่กูรูแนะนำ ตัวอื่นๆ สรุปผมลบทิ้งหมด เพราะมีปัญหาไม่ซ้ำ  กับกังวลเรื่องโค้ดของมัน ผมเลย ถอนการติดตั้งทั้งหมดแต่ก็ไม่หมดเสียเวลาจริงๆเลย

ไปใช้  SuperDisplay     575 บาทแทน  ตอนแรกมันให้ฟรี สามวัน  คือมันให้ลอง ผมลองแล้ว มันดีที่สุดที่เคยลองเลย จ่ายไป 575 บาท 

ติดก็ง่าย ลงทั้ง e-ink กับ pc แล้ว ใส่ ip จบ

หรือเสียบสาย ก็จบ แถม ดีเลย์ ต่ำสุด

 อันนี้ไม่ได้มาสอนติดตั้ง แต่มาแนะนำ จากผู้ใช้จริง

 

โดยภาพแสดง ถึงการใช้ e-Reader เทรคบิทคอยครับ โดยใช้ คอม คีย์บอร์f เมาส์ ไม่ต้องสลับเลยครับ  ความไว ถือได้อยู่ มันไม่ได้ไวเหมือนจอคอม แต่ไวที่สุดแล้วที่ลองครับ 

ใช้ได้ทุกอย่าง อ่านข่าว เทรดหุ้น อ่านนิยาย ดูการ์ตูน เขียนโปรแกรม แต่งนิยาย เขียนบล็อก ตอนนี้ boox5 c เล็กไป แล้วมันลดราคา ผมหลักหัก เจ็บปวด  

การตั้งค่า ไม่ได้เพิ่ม เป็นจอที่ 4 แต่ ใช้ จอที่สาม มาร่วมด้วย ก็คือสท้อนภาพจากจอที่สามมาไปจอที่ 4 จะได้ไม่หลอน  แล้วถ้าจอเยอะ จะหาเมาส์ไม่เจอ สังเกตุ คือจอ e-reader จะเล็กกว่า จออื่นโดย จอที่ 2 คือ Full HD และจอที่ 1 คือ 4k 


 

 


 

*คำเตือน ใช้ได้เฉพาะ Android เท่านั้น Kindle หรือระบบปิดอื่นๆอย่าเปรี้ยว แต่ SuperDisplay มันมีให้ทดลองใช้ 3 วัน ก็ให้ลองได้ค่อยจ่ายเงิน เหมือนผม

 

เอาละ ภาษาผมบางคนอาจจะอ่านอยาก ผมให้ AI แปลภาษา poipoi เป็นภาษาทั่วไปได้ดังนี้ครับ (ผมโยนบทความข้างบนกับข้อมูล ที่ ai ค้นมา โยนให้เขียนบทความใหม่ ครับ เผื่อใครอยากอ่านแบบนี้)


เปลี่ยน e-Reader เป็นจอเสริมที่ 4! อ่านเอกสารไว ถนอมสายตา ตอบโจทย์สายทำงานและเทรดเดอร์ด้วย SuperDisplay

สำหรับสายทำงานเอกสาร อ่านบทความยาว หรือสายเทรดที่ต้องเปิดหน้าต่างข้อมูลค้างไว้ หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั่วไปมักสร้างความเมื่อยล้าให้ดวงตาเมื่อต้องจ้องติดต่อกันหลายชั่วโมง การเปลี่ยนแท็บเล็ต e-Ink หรือ e-Reader ให้กลายเป็น "หน้าจอเสริมพกพา" จึงเป็นทางออกที่ช่วยทั้งเรื่องความสะดวกและการถนอมสายตาได้อย่างดีเยี่ยม

ประสบการณ์จริง: จากสายฟรีสู่การยอมจ่าย 575 บาทให้ SuperDisplay

ในฐานะคนที่ใช้หน้าจอทำงานอยู่แล้ว 3 จอ การนำ e-Reader มาต่อเพิ่มเป็น "จอที่ 4" มีจุดประสงค์ชัดเจนคือ ใช้เปิดอ่านเอกสาร คู่มือ หรือ Reference ทิ้งไว้ โดยไม่ต้องสลับหน้าจอหลักไปมา

จากการทดลองซอฟต์แวร์แปลงหน้าจอหลายตัวในตลาด:

  • Spacedesk (แอปฟรียอดนิยมที่กูรูแนะนำ): แม้จะเป็นแอปฟรีที่หลายคนแนะนำ แต่จากการใช้งานจริงกลับพบปัญหาจุกจิกไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งอาการกระตุก หลุดเชื่อมต่อ ความกังวลเรื่องโค้ด/ความปลอดภัย และเมื่อตัดสินใจลบทิ้งก็ยังถอนการติดตั้งออกไม่หมด ทำให้เสียเวลาอย่างมาก

  • SuperDisplay (ตัวเลือกที่ดีที่สุดจากประสบการณ์จริง): ทดลองใช้ฟรี 3 วันแรกแล้วประทับใจทันที จนตัดสินใจจ่ายเงินซื้อขาดในราคา 575 บาท

    • ติดตั้้งง่าย: ลงแอปทั้งบน Android/e-Ink และ PC จากนั้นใส่ IP Address หรือเสียบสาย USB ก็พร้อมใช้งานทันที

    • ดีเลย์ต่ำที่สุด: ลื่นไหลและตอบสนองได้ดีที่สุดเท่าที่เคยลองบนจอ e-Ink

    • คุมง่ายด้วยชุดเมาส์-คีย์บอร์ดหลัก: ลากเมาส์ข้ามมาใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับอุปกรณ์

⚠️ คำเตือนสำคัญเรื่องอุปกรณ์ที่รองรับ

ใช้ได้เฉพาะ e-Reader หรือแท็บเล็ตที่เป็นระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น!

เครื่อง e-Reader ระบบปิดอย่าง Kindle หรือระบบปิดอื่นๆ จะ ไม่สามารถใช้งานได้
อย่างไรก็ตาม SuperDisplay มีระบบให้ ทดลองใช้งานฟรี 3 วัน แนะนำให้ลองดาวน์โหลดมาทดสอบการเชื่อมต่อกับเครื่องของคุณก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

การใช้งานจริง: ทำอะไรได้บ้าง?

แม้ภาพรวมฮาร์ดแวร์ e-Ink จะมีอัตรารีเฟรชช้ากว่าจอ LCD/OLED ปกติ และไม่ได้ไวเท่าจอคอมทั่วไป แต่ SuperDisplay ช่วยดึงประสิทธิภาพความไวออกมาได้สูงสุดเท่าที่จอ e-Ink จะทำได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานประเภท:

  • เทรดหุ้น / เทรด Bitcoin: เปิดดูกราฟนิ่งๆ หรือกระดานราคาไว้คอยสังเกตการณ์

  • อ่านเอกสารและงานเขียน: อ่านข่าว, PDF, นิยาย, การ์ตูน, บทวิจัย

  • งานสาย Dev และ Content: เขียนโปรแกรม, แต่งนิยาย, เขียนบล็อก
    (ส่วนตัวใช้ BOOX จอสีแล้วรู้สึกว่าขนาดเล็กไปนิด แถมเจ็บปวดเบาๆ เพราะเพิ่งโดนโปรลดราคาหลังหักมา)

ตารางเปรียบเทียบโปรแกรมเปลี่ยนแท็บเล็ตเป็นหน้าจอเสริม (Windows 11)

ชื่อโปรแกรมอุปกรณ์ที่รองรับจุดเด่นหลักราคาโดยประมาณ
SuperDisplayAndroid $\leftrightarrow$ Windowsลื่นไหลที่สุด, ดีเลย์ต่ำสุด, รองรับ S Pen / Touchซื้อขาด 575 บาท (ทดลองใช้ฟรี 3 วัน)
Spacedeskทุกอุปกรณ์ (iPad, Android, Web) $\leftrightarrow$ Windowsเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi/LAN รองรับหลากหลายแพลตฟอร์มฟรี (แต่อาจพบปัญหาเสถียรภาพ)
Duet DisplayiPad / Android $\leftrightarrow$ Windowsฟังก์ชั่นระดับมืออาชีพ รองรับ Apple Pencilรายเดือนเริ่มต้นประมาณ 300 - 450 บาท
Second Screenเฉพาะ Samsung Galaxy Tab $\leftrightarrow$ Windowsระบบ Native ของ Samsung เสถียรและเชื่อมต่อง่ายฟรี (ติดมากับเครื่องที่รองรับ)
BOOX / e-Ink NativeAndroid E-Ink $\leftrightarrow$ Windowsใช้แอปอย่าง SuperDisplay / VNC เปิดอ่านเอกสารนิ่งๆขึ้นอยู่กับแอปที่เลือกใช้

ข้อแนะนำสำหรับผู้เริ่มใช้งาน e-Reader เป็นจอเสริม

  1. เชื่อมต่อด้วยสาย USB: หากต้องการดีเลย์ต่ำที่สุดและความเสถียรสูงสุด แนะนำให้ต่อสาย USB แทนการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi

  2. ปรับโหมด Refresh Mode ของ e-Ink: ปรับเป็นโหมด Speed หรือ A2 Mode บนเครื่อง e-Reader เพื่อให้การขยับเมาส์และการพิมพ์บน Windows ดูลื่นไหลขึ้น

  3. ปิด Smooth Scrolling: ปรับการสกิลหน้าเว็บหรือ PDF ให้เลื่อนทีละหน้า (Page Down) แทนการเลื่อนแบบลื่นไหล เพื่อลดอาการภาพซ้อน (Ghosting) บนจอ e-Ink

หากคุณมี e-Reader ระบบ Android หรือแท็บเล็ตที่วางทิ้งไว้ การลงทุนกับซอฟต์แวร์อย่าง SuperDisplay ช่วยเปลี่ยนอุปกรณ์เดิมให้กลายเป็นจอเสริมถนอมสายตาที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และช่วยเพิ่มพื้นที่การทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม