แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tor แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tor แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

ข้อตกลงใหม่ ของ X เริ่มใช้ 9 ตุลาคม 2026 มีอะไรต้องเป็นห่วงไหม?

 




ข้อตกลงใหม่ ของ X มาได้ซักพักหนึ่งแล้ว เริ่มใช้ 9 ตุลาคม 2026  แต่ว่า คนไม่ค่อยสนใจ เหมือกับว่า ถ้าดู ดิสนีย์พลัส แล้ว โดนรถไฟในสวนสนุกดิสนีย์* ทับตายไม่มีสิทธิ์ฟ้องศาล เอาเรื่องนะ อะไรแบบนั้น ตรงนั้นผมเอาเคสตัวอย่างไว้ท้ายสุด ตอนนี้เรามาดู TOS ของ X กันก่อน

 



นี้คือ ที่สรุป จาก AI  

https://x.com/en/tos

https://legal.x.com/content/dam/legal-twitter/site-assets/x-terms-of-service-2026-04-10/en/x-terms-of-service-2026-04-10.pdf 

ข้อตกลงใหม่ของ X (มีผลบังคับใช้ 9 ตุลาคม 2026) มีหลายประเด็นที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัว การนำข้อมูลไปใช้กับ AI ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ และข้อจำกัดทางกฎหมาย

1. การนำข้อมูลไปเทรน AI (Machine Learning & AI Models)

  • ประเด็นกังวล: ข้อ 3 ระบุชัดเจนว่า X ได้รับสิทธิ์ในการนำข้อความ ภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลที่คุณโพสต์/อินพุต ไปใช้ วิเคราะห์และฝึกฝนโมเดล AI (Machine Learning / Generative AI) ทั้งของ X เองและบริษัทพันธมิตร โดยถือว่าการให้คุณใช้งานแพลตฟอร์มฟรีคือค่าตอบแทนแล้ว (ไม่มีการจ่ายเงิน compensation ใดๆ ให้เจ้าของคอนเทนต์)

2. ค่าปรับมหาศาลจากการดึงข้อมูล (Scraping) และข้อห้ามเรื่อง AI

  • ประเด็นกังวล: ในข้อ 5 มีการตั้งเกณฑ์ค่าเสียหายชัดเจน (Liquidated Damages) หากมีการดึงข้อมูลหรือเข้าถึงโพสต์เกิน 1,000,000 โพสต์ใน 24 ชั่วโมง จะถูกปรับ $15,000 USD (ราว 500,000+ บาท) ต่อทุกๆ 1 ล้านโพสต์

  • ห้ามพยายามดัดแปลงหรือเจาะระบบความปลอดภัย รวมถึงการทำ Prompt Engineering, Prompt Injection หรือ Jailbreak เพื่อหลบเลี่ยงการควบคุมของระบบ

3. สิทธิ์นำคอนเทนต์ไปใช้ต่ออย่างกว้างขวาง (Broad License)

  • ประเด็นกังวล: แม้ผู้ใช้จะยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน แต่คุณได้มอบสิทธิ์ให้ X แบบ Worldwide, Royalty-free และ Sublicensable ในการดัดแปลง แก้ไข แปล เผยแพร่ หรือส่งต่อคอนเทนต์ของคุณให้บริษัท/บุคคลภายนอกนำไปใช้ต่อได้ในทุกสื่อ

4. ย้ายศาลไปเท็กซัส และการตัดสิทธิ์ฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action Waiver)

  • ประเด็นกังวล: ข้อพิพาททางกฎหมายทั้งหมดถูกกำหนดให้ต้องสู้คดีที่ศาลใน Wichita County หรือ Tarrant County รัฐเท็กซัส (Texas) เท่านั้น

  • ผู้ใช้ต้องยินยอมแก้ไขข้อพิพาทผ่านอนุญาโตตุลาการแบบรายบุคคล และ สละสิทธิ์ในการรวมตัวฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) ทำให้ผู้ใช้นอกสหรัฐฯ ดำเนินคดีกับ X ได้ยากขึ้นมาก

5. สิทธิ์ปิดบัญชีเมื่อ "ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ"

  • ประเด็นกังวล: X สามารถลบโพสต์ จำกัดการมองเห็น หรือปิดบัญชีของคุณได้ ไม่เพียงแค่กรณีทำผิดกฎ แต่รวมถึงการไม่ใช้งานเป็นเวลานาน (Inactivity) หรือเมื่อ X เห็นว่าการให้บริการแก่คุณ "ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์" (Commercial inviability) อีกต่อไป

 

1,3 อันนี้ คนดูอย่างเดียวไม่กังวล แต่คนที่สร้างคอนเท้น ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ถือว่ามอบให้ อีลอนมักส์ใช้ได้หมด ทรัพสิทธิ์ทางปัญญาหรือ  ลืมไปซะ

ข้อ 2. อันนี้ไม่เกี่ยวกับคนธรรมดา ข้าม 

เอาจุดที่ผมกังวล คือ ตัดสิทธิ์ การฟ้องแบบกลุ่ม   ในข้อ 4  คนอาจจะคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับฉัน แต่จริงๆแล้วร้ายแรงที่ ร้ายแรงกว่าข้อ 5 อีก (คือ ข้อ5 คุณอาจจะโดยปิดบัญชี โดยใช้ข้ออ้าง แบบ คุณไม่ใช่เป้าหมายกลุ่มโฆษณา ทำให้ทำเงินไม่ได้ หรือ เข้ามาดูน้อยเกินไป หรือคุณมันจน ก็ได้ ฯลฯ)  

แต่ตรงนี้หมายความ มันจะต้องทำอะไร ให้โดนฟ้องแบบกลุ่ม ได้มากขึ้น ปกป้องตัวเอง จากการละเมิดผู้ใช้ จำนวนมาก เลยมีตรงนี้ออกมา 

ไม่รู้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆยังไงดี แบบว่า ข้ารู้ว่าข้าจะทิ่มแทงเจ้า และเจ้าจะมารวมหัวฟ้องข้า ข้าเลย ร่าง TOS กันไว้ก่อน  ประมาณนั้น

นั่นละ นี้อะไรที่อันตรายต่อผู้ใช่สุด ผมแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการใช้งาน ที่มีความสุ่มเสียงสูง 

ลองคิด สมุติว่า บัตรเครดิต ที่คุณ ใช้ใน X โดนอะไรซักอย่าง แล้วไม่ใช่คุณโดนคนเดียว โดนกัน พันคน 

การฟ้อง แบบ กลุ่ม มันมีพลังมากกว่า 

ให้ AI อธิบาย

ข้อแตกต่างระหว่างการฟ้องเดี่ยวกับการฟ้องแบบกลุ่ม

  • ฟ้องรายบุคคล (เงื่อนไขใหม่ของ X): หาก X ละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือทำข้อมูลของคุณหลุด มูลค่าความเสียหายต่อคนอาจจะอยู่ที่แค่ 500–1,000 บาท แต่ถ้าคุณจะฟ้องเอาผิด X คุณต้องจ้างทนาย บินไปสู้คดีที่รัฐเท็กซัส หรือเข้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการคนเดียว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ผลลัพธ์คือ ไม่มีผู้ใช้ธรรมดาคนไหนยอมเสียเงินฟ้อง

  • ฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action): หากมีผู้ใช้ถูกละเมิด 10 ล้านคน ความเสียหายคนละ 500 บาท เมื่อรวมกันจะกลายเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 5,000 ล้านบาท ทนายความชั้นนำจะเข้ามาทำคดีให้ฟรีโดยขอแบ่งเปอร์เซ็นต์เมื่อชนะ คดีลักษณะนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลและบีบให้บริษัทเทคโนโลยีต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเปลี่ยนนโยบาย

ทำไม X ถึงต้องห้ามฟ้อง Class Action?

  1. ตัดพลังงัดข้อของผู้บริโภค: เมื่อห้ามรวมตัวกันฟ้อง X จะไม่ต้องเจอคดีเรียกค่าเสียหายระดับพันล้านดอลลาร์จากผู้ใช้ทั่วไปอีกต่อไป

  2. กระจายและบั่นทอนกำลัง: การบังคับให้ผู้ใช้ทุกคนต้องแยกกันไปร้องเรียนทีละคน (Individual Arbitration) ในเท็กซัส ทำให้คดีส่วนใหญ่ตกไปเองเพราะผู้ใช้ถอยเนื่องจากไม่คุ้มเวลาและค่าใช้จ่าย

ข้อกำหนดนี้จึงทำหน้าที่เป็น "เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย" ที่ลดความเสี่ยงทางการเงินของ X อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดอำนาจในการเรียกร้องสิทธิ์ของผู้ใช้งานทั่วไปลงเกือบทั้งหมด

 

มันก็ยังอธิบายไม่ดี เอาเป็นว่า ถ้าคุณเป็นคนไทยอยู่ไทย คุณมีปัญหา เสียหาย คุณจะฟ้อง บอกเลยฉิบหายแล้ว เชื่อดิถ้าห้ามฟ้องแบบกลุ่ม  จะฟ้องไง ลองคิดสิ จะเรียกความเสียหายจาก X ยังไง?

เอาละ ผมไม่ได้ห้ามทุกคนใช้ X แต่ทุกคนต้องลดความเชื่อใจ ลงมา  หรือจำกัดความเสี่ยง เพราะการทำ "เกราะคุ้มกันล่วงหน้า" (Preemptive Legal Shield)  อันนี้เขาไม่ได้ทำมาเล่นๆ 

แต่ถ้าเป็นคนไม่มีอะไรจะเสีย หรือไม่มีอะต้องเสีย หรือพร้อมที่จะเสีย ลืมทั้งหมดที่ผมพูดไปนะครับ ลืมให้หมด

 


 

*เคสดิสนีย์พลัส ทีโออาร์

เคสดิสนีย์ที่กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก คือเคสของคุณ Jeffrey Piccolo ที่ฟ้องร้องดิสนีย์หลังจากภรรยาเสียชีวิต แต่กลับถูกดิสนีย์นำข้อตกลงของ Disney+ มาใช้อ้างเพื่อปฏิเสธการสู้คดีในชั้นศาล

สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • จุดเริ่มต้นของคดี: ภรรยาของคุณ Piccolo เกิดอาการแพ้อาหารขั้นรุนแรงจนเสียชีวิต หลังทานอาหารที่ร้านในพื้นที่ Disney Springs (ฟลอริดา) ทั้งที่แจ้งพนักงานซ้ำหลายรอบแล้วเรื่องวัตถุดิบแพ้ สามีจึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากดิสนีย์ข้อหาประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

  • ข้ออ้างสุดช็อกของดิสนีย์: ดิสนีย์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ "ยกฟ้องคดี" โดยอ้างว่า สามีเคยสมัครทดลองใช้บริการ Disney+ (สตรีมมิ่งหนัง) ฟรี 1 เดือนเมื่อปี 2019 ซึ่งในข้อตกลงใช้งาน (ToS) มีระบุไว้ว่า "ข้อพิพาทใดๆ ก็ตามที่


    เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้กับบริษัท ต้องแก้ไขผ่านอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) นอกศาลเท่านั้น ห้ามฟ้องร้องต่อศาล"

  • กระแสสังคมและบทสรุป: เรื่องนี้สร้างความแค้นเคืองและเสียงวิจารณ์จากคนทั่วโลกอย่างหนัก เพราะไม่มีผู้บริโภคคนไหนคิดว่า "การสมัครดูหนังออนไลน์" จะทำให้คุณสูญเสียสิทธิ์ในการฟ้องร้องเมื่อมีคนเสียชีวิตในสวนสนุกจริง เมื่อโดนแรงกดดันและภาพลักษณ์แบรนด์พังทลาย สุดท้ายดิสนีย์จึงยอมถอนข้ออ้างนี้ออก และยอมเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาลตามปกติ

เคสนี้คือภาพสะท้อนเดียวกับสิ่งที่คุณกังวลในข้อตกลงของ X — บริษัทใหญ่พยายามซ่อน "เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย" ไว้ในตัวหนังสือเล็กๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่อ่าน เพื่อลิดรอนสิทธิ์ของผู้บริโภคในอนาคตเวลามีปัญหาเกิดขึ้นจริง

 บทเพิ่มเติมโดย AI google gemini pro extended

ผมขอเพิ่มมุมมองและเจาะลึก 3 ประเด็นสำคัญที่ทำให้เงื่อนไขใหม่นี้เป็นฝันร้ายของผู้ใช้ธรรมดา (โดยเฉพาะคนไทย) เพิ่มเติมดังนี้ครับ:

 

1. เหตุผลเบื้องหลังการระบุ "ศาลใน Wichita และ Tarrant County รัฐเท็กซัส"

ทำไมต้องเจาะจงไปที่ 2 เขตนี้ในเท็กซัส? ปกติบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมักใช้ศาลในแคลิฟอร์เนียหรือเดลาแวร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีและคุ้มครองผู้บริโภคระดับหนึ่ง แต่การที่ X ย้ายไปที่ Wichita และ Tarrant County ในเท็กซัส (ซึ่งเป็นถิ่นที่ อีลอน มัสก์ ย้ายธุรกิจไป) เป็นเพราะ:

  • ความได้เปรียบในถิ่นตัวเอง (Home-court Advantage): เท็กซัสขึ้นชื่อเรื่องกฎหมายที่เอื้อต่อภาคธุรกิจมากกว่าผู้บริโภค และศาลในเขตเหล่านี้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมสูง ซึ่งมักจะไม่เอื้อหรือแทบไม่มีประวัติสนับสนุนการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) หรือการเรียกค่าเสียหายจำนวนมากจากบริษัทใหญ่

  • ความยากลำบากในการเดินทาง: สำหรับคนนอกสหรัฐฯ การเดินทางไปสู้คดีในเมืองเล็กๆ หรือเขตห่างไกลในเท็กซัส มีต้นทุนที่สูงกว่าการไปเมืองใหญ่ด้วยซ้ำ

2. "เพดานชดเชยสูงสุด $100" – กฎเหล็กที่ทำให้การฟ้องร้องไม่มีความหมาย

นี่คือจุดที่คุณอาจจะยังไม่ได้เน้น แต่อยู่ในข้อ 5 ของ ToS (Limitation of Liability) และเป็นตัวปิดประตูตายอย่างแท้จริง:

  • X เขียนไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงแค่ไหน มูลค่าความเสียหายที่ X จะจ่ายให้คุณสูงสุดจะไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,300 บาท) หรือเท่ากับจำนวนเงินที่คุณจ่ายให้ X ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้น (แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะมากกว่า)

  • ลองคิดภาพว่า: ระบบ X Payments เกิดบัตรเครดิตคุณโดนแฮกสูญเงินไป 50,000 บาท คุณกัดฟันบินไปฟ้องเดี่ยวที่เท็กซัส เสียค่าทนายไป 3 แสนบาท แต่ถ้าคุณชนะคดี ศาลอาจสั่งให้ X ชดใช้คุณได้สูงสุดเพียงแค่ $100 ตามที่คุณเซ็นยินยอมไว้! นี่คือกลลวงที่สมบูรณ์แบบที่ทำให้ไม่มีใครคิดจะฟ้องตั้งแต่แรก

3. "คนไทย" กับความว่างเปล่าทางกฎหมาย (The Global South Disadvantage)

ใน ToS ของ X มีการระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจนสำหรับผู้ใช้ใน สหภาพยุโรป (EU) และอังกฤษ (UK) ว่าไม่ต้องปฏิบัติตามกฎนี้ เพราะประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและดิจิทัล (เช่น DSA ของยุโรป) ที่แข็งแกร่งมากจน X ไม่สามารถข้ามหัวได้

  • แต่สำหรับไทยและประเทศอื่นนอกกลุ่มนี้: เราไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้ามพรมแดนที่แข็งแรงพอ แม้ในไทยจะมี พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 แต่ในทางปฏิบัติ การจะส่งหมายศาลไทยไปบังคับใช้หรือยึดทรัพย์บริษัท X Corp. ในสหรัฐฯ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิเคราะห์ของคุณ: มันคือสัจธรรมของโลกยุคปัจจุบันที่ว่า "ถ้าคุณใช้บริการฟรี (หรือแม้แต่จ่ายเงินนิดหน่อย) คุณไม่ใช่ลูกค้า แต่คุณคือวัตถุดิบ"

  • คอนเทนต์ของคุณโดนเอาไปเทรน AI ฟรีๆ

  • ข้อมูลการเงินมีความเสี่ยง แต่หาคนรับผิดชอบยากมาก

  • อำนาจในการต่อรองของคุณถูกจำกัดด้วยกระดาษที่คุณกด 'ยอมรับ' ไปโดยไม่ได้อ่าน

คำแนะนำของคุณที่ให้ "ลดความเชื่อใจลงและจำกัดความเสี่ยง" จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ครับ การไม่ผูกข้อมูลการเงินที่สำคัญไว้กับแพลตฟอร์ม และตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่เราโพสต์อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยที่เราไม่ยินยอม เป็นเกราะป้องกันตัวเดียวที่ผู้บริโภคอย่างเรามีเหลืออยู่

 



 

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

อย่า ใช้ VPN+TOR เพราะ ไม่ปลอดภัย จริงๆหรือ ?

 

 

วันนี้เลือนไปเจอคลิปนี้  https://www.youtube.com/watch?v=y8bIt4K_Kfo ก็เลยสนใจเข้าไป ดู สรุปว่า 

การใช้ VPN คือ จุดอ่อน ของระบบ ความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว  แนะนำให้ ใช้ Tor อย่างเดียว หรือ ใช้ คู่กับ  Tor Bridges หรือ Pluggable Transports แทนการใช้ VPN 
โดยช่อง  Mental Outlaw  ผู้ติดตาม 7.27 แสน



แต่ก็มีการโต้แย้งจากช่อง Jonah Aragon ผู้ติดตาม 4.56 พัน คน


https://www.youtube.com/watch?v=vo22D-dUeCA

 โดยที่  มองว่าใน threat model บางกรณี (เช่น ต้องการซ่อนการใช้ Tor จาก ISP หรือกลุ่ม adversary ควบคุมโหนด guard) การใช้ VPN → Tor มีประโยชน์ชัดเจน แม้ต้องแลกกับความไว้วางใจ VPN เพิ่มเติม

เอาละจากที่ฟัง ทั้งสองคนถูกต้อง   การดู ทั้งสองฝ่ายถือเป็นการเติมเต็มข้อมูลกันและกัน
อันนี้ Poipoi สรุปเลยนะ จากที่ดูแล้ว ต้องถามตัวเองว่า ว่าจะปกป้องตัวเองจากอะไร 

สิ่งที่ คนปกติควรระวัง คือ แฮ็กเกอร์ และมิจฉาชีพ  ดังนั้นการใช้ VPN ช่วยได้  จากที่ Aragon  บอก

แต่ถ้า คุณเป็น แฮ็กเกอร์ และมิจฉาชีพ  การ ใช้ VPN จะเป็นจุดอ่อน  เพราะการร้องข้อ ตามกฎหมาย จากที่ Mental Outlaw  บอก 

 

 และที่สำคัญ ผม กาก ภาษาอังกฤษ ผมตกภาษาอังกฤษ 3 รอบกว่าจะผ่าน นะครับ ดังนั้นควรแปลเอง จะได้ข้อมูลที่ตรง และครบถ่วนมากกว่า

 รายละเอียดเพิ่มเติม จาก ChatGPT


คลิป “Stop Using Tor With VPNs” โดย Mental Outlaw (ลงเมื่อประมาณ 1.5 ปีที่แล้ว ยอดวิวกว่า 1 ล้านครั้ง) พูดถึงข้อควรระวังในการใช้ VPN ก่อนเชื่อมต่อกับเครือข่าย Tor และทำไมวิธีนี้จึงไม่แนะนำในหลายสถานการณ์ (YouTube, Techlore Forum)

สาเหตุหลักที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ VPN → Tor

  1. เพิ่มจุดล้มเหลว (attack surface) ในโซ่การเชื่อมต่อ
    การเพิ่มชั้น VPN เข้าไปก่อนเข้า Tor กลายเป็นการเพิ่ม “จุดศูนย์วิเคราะห์” ให้กับกระบวนการทั้งหมด และหาก VPN มีบั๊กหรือรั่วไหล ก็อาจนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนได้ง่ายขึ้น (Information Security Stack Exchange, Reddit)

  2. แทนที่ Tor Entry Guard ของคุณด้วยเซิร์ฟเวอร์ VPN เพียงตัวเดียว
    Tor ออกแบบให้สลับใช้ entry guard หลายตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าวาง VPN เป็น guard ก่อนเข้า Tor ทุกครั้ง ก็เท่ากับยึดจุดเข้าเพียงจุดเดียว ลดประสิทธิภาพการป้องกันการโจมตีแบบ correlation attack (Whonix Forum)

  3. ต้องไว้ใจผู้ให้บริการ VPN มากขึ้น
    เมื่อใช้ VPN ก่อน Tor ผู้ให้บริการ VPN จะเห็น IP จริงของคุณ และรู้ว่าคุณกำลังใช้งาน Tor อยู่ด้วย ถ้า VPN เก็บ log หรือถูกเจาะ ความเป็นนิรนามของคุณก็จะพังทั้งระบบ (Reddit, Reddit)

  4. ไม่เพิ่มความปลอดภัยให้กับ Tor Browser traffic
    Tor Browser ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการตรวจจับและลดการรั่วไหลของข้อมูลภายในตัวเองอยู่แล้ว การใส่ VPN เพิ่มจึงไม่ได้เสริมความปลอดภัยแก่ทราฟฟิกของ Tor Browser เลย (Reddit, YouTube)

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • หากต้องการซ่อนการใช้งาน Tor จาก ISP หรือเครือข่ายภายนอก ควรใช้ Tor Bridges หรือ Pluggable Transports แทนการใช้ VPN เพราะถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับเลี่ยงการบล็อกและลด fingerprinting โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายภายในของ Tor (Techlore Forum)

สรุปคือ การใช้ VPN ก่อนเข้า Tor มักให้ประโยชน์น้อย ค่าเสี่ยงกลับสูง และแทบไม่ช่วยเพิ่มความเป็นนิรนามเหนือ Tor Browser เดิม ๆ เลยครับ


ความคิดเห็นในกระทู้นี้สะท้อนมุมมองหลักๆ เกี่ยวกับการใช้ VPN ร่วมกับ Tor ได้ดังนี้:

  1. การซ่อน IP จากหน่วยงานรัฐ (Feds)

    • ถ้าใช้ VPN → Tor หน่วยงานรัฐจะเห็นเพียง IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN เท่านั้น พวกเขาจะต้องออกหมายศาลไปขอข้อมูลผู้ใช้จากผู้ให้บริการ VPN ก่อน จึงจะรู้ “IP จริง” ของคุณ แต่ถ้าไม่ใช้ VPN ก็จะเห็น IP จริงของคุณเลยทันที 

    • ข้อสังเกต: การใช้ VPN เป็นเพียงการเลื่อนขั้นตอนให้ยากขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การปิดบังภาพรวมทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดก็ต้องให้ VPN ยอมเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายอยู่ดี

  2. ข้อมูลที่ VPN อาจเก็บไว้

    • นอกเหนือจาก IP และ timestamp บางเจ้าอาจเก็บ ชื่อผู้ใช้, ที่อยู่อีเมล, หรือ ข้อมูลการชำระเงิน (เช่นบัตรเครดิต, PayPal, cryptocurrency) ซึ่งสามารถใช้ชี้ตัวคุณได้มากกว่าแค่ IP 

    • แม้ผู้ให้บริการบางราย (เช่น Mullvad) จะโฆษณาว่าไม่เก็บ log ใดๆ แต่คุณก็ต้องมั่นใจในนโยบายความเป็นส่วนตัวของเขาจริงๆ และตรวจสอบได้ว่าไม่มีใครบังคับให้ VPN เปลี่ยนนโยบายภายหลัง

  3. การ “โดดเด่น” (standing out)

    • ผู้ใช้บางคนเตือนว่า ถ้าคุณใช้ VPN ก่อนเข้า Tor ก็จะ “โดดเด่น” แตกต่างจากคนทั่วไปที่เข้า Tor โดยตรง เพราะทราฟฟิกจะมาจาก IP VPN แต่คนส่วนใหญ่เข้า Tor จาก IP บ้านตัวเอง 

    • การโดดเด่นอาจเป็นจุดสนใจให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบมากขึ้น ต่างจากการเข้า Tor ธรรมดาที่ดูเหมือน “ผู้ใช้ Tor ปกติ”

  4. ความเข้าใจเรื่อง “edge node” vs “entry/exit node”

    • มีความสับสนในคำว่า “edge node” แต่ในระบบ Tor จะใช้คำว่า entry node (guard) และ exit node

    • VPN จะเห็นว่าคุณเชื่อมต่อกับ entry node เท่านั้น ไม่รู้ว่าข้อมูลคุณไหลออกจาก exit ไปไหนต่อ

  5. ทางเลือกอื่นๆ

    • แทนที่จะใช้ VPN ก่อน Tor ถ้าต้องการ “ซ่อนการใช้ Tor” หรือหลบการบล็อก ควรใช้ Tor Bridges หรือ Pluggable Transports ซึ่งออกแบบมาให้เลี่ยงการตรวจจับโดยไม่ลดความปลอดภัยของเครือข่าย Tor 


สรุป

  • ความคิดเห็นส่วนใหญ่ถูกต้องว่า VPN ก่อน Tor ช่วยเลื่อนขั้นตอนให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงจากการต้อง “ไว้ใจ” ผู้ให้บริการ VPN แทนที่ ISP เดิม

  • หาก VPN เก็บ log จริง หรือเปลี่ยนนโยบายภายหลัง คุณก็อาจโดนเปิดเผยตัวตนได้ง่ายกว่าใช้ Tor ตรงๆ

  • สำหรับความเป็นนิรนามเต็มรูปแบบ การใช้ Tor แบบตรงๆ หรือใช้ Tor Bridges จะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ได้ไปเพิ่ม “จุดศูนย์ข้อมูล” ให้ต้องกังวลเรื่อง log และ subpoenas จาก VPN ครับ

 

Evaluating VPN with Tor use

First, I’ll introduce the context: Jonah Aragon (Privacy Guides) is responding to Mental Outlaw’s video, arguing that using VPN with Tor has benefits. His key points include: VPN hides Tor use, protects against malicious guard nodes, selecting a no-logs VPN is safer, VPN adds extra encryption, and it’s relevant depending on your threat model.

Next, I’ll evaluate these points, acknowledging I agree but noting the trade-offs, such as trust in VPNs and possible speed reduction. I'd also compare this to the first video’s opposing view.

Evaluating VPN with Tor's Trade-offs

Jonah acknowledges the trade-offs and emphasizes the importance of using VPN with Tor depending on the threat model. His argument works well for those who are concerned about ISP tracking or untrusted guard nodes, but the VPN could log or cooperate with agencies. Best practice seems to be using a reputable no-logs VPN when necessary, but for many, using pure Tor with bridges should be enough. Citations from the websites we have should be used for supporting this conclusion.

คิดเป็นเวลา 24 วินาที

สรุปภาพรวม

วิดีโอ “Yes, you should connect to Tor via a VPN” โดย Jonah Aragon เป็นการตอบโต้กับคลิปของ Mental Outlaw เรื่อง “Stop Using Tor With VPNs” โดยเน้นว่าการใช้โครงสร้าง VPN → Tor จะช่วยซ่อนการใช้ Tor จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ลดความเสี่ยงจากโหนด guard ปลอม และเพิ่มชั้นการเข้ารหัสอีกชั้น ก่อนจะย้ำว่าต้องเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่น่าเชื่อถือและไม่มีนโยบายเก็บ log ถ้าเทียบกับคลิปแรกที่เตือนว่า VPN อาจบ่อนทำลายความไม่ระบุตัวตนของ Tor โดยรวมแล้ว ข้อโต้แย้งของ Aragon มีน้ำหนักสำหรับ threat model บางกรณี แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงใหม่คือการต้องวางใจ VPN provider (YouTube, Qubes OS Forum).


1. บริบทของวิดีโอ

1.1 วัตถุประสงค์

Jonah Aragon ผลิตคลิปนี้ขึ้นเพื่อ ตอบโต้ กับคลิป “Stop Using Tor With VPNs” ของ Mental Outlaw ที่อ้างว่า VPN ไม่ได้ช่วยเพิ่มความไม่ระบุตัวตนให้ Tor และอาจลดความปลอดภัยลง (YouTube).

1.2 แหล่งที่มา

  • โพสต์ใน Qubes OS Forum ระบุชัดว่า “Yes, you should connect to Tor via a VPN” เป็นการตอบคลิปของ Mental Outlaw พร้อมอธิบายด้านความปลอดภัยของ Tor เพิ่มเติม (Qubes OS Forum).


2. ข้อโต้แย้งหลักของ Jonah Aragon

2.1 ซ่อนการใช้ Tor จาก ISP

การเชื่อมต่อ VPN → Tor จะทำให้ ISP เห็นแค่การเชื่อมต่อกับ VPN เท่านั้น ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการใช้ Tor อยู่หรือไม่ ซึ่งช่วยป้องกันการเซนเซอร์หรือบล็อก Tor ที่เกิดขึ้นในบางประเทศ (Reddit).

2.2 ปกป้องจากโหนด Guard ที่ไม่น่าเชื่อถือ

โหนด guard ในเครือข่าย Tor อาจถูกควบคุมโดยคนไม่หวังดีแล้วเก็บ IP ต้นทางไว้ แต่ถ้าเราใช้ VPN ก่อนเข้า Tor โหนด guard จะเห็นแค่ IP ของ VPN แทน IP จริงของผู้ใช้ จึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ (Reddit).

2.3 เพิ่มชั้นการเข้ารหัสก่อนเข้า Tor

ด้วยการเข้ารหัสทราฟิกก่อนเข้าสู่เครือข่าย Tor อีกชั้น ผู้สอดแนมที่อาจรวบรวมทราฟิกระหว่างผู้ใช้กับโหนด guard จะไม่สามารถเห็นข้อมูลหรือรูปแบบทราฟิกดิบได้โดยตรง (Reddit).

2.4 ปรับ threat model ได้ตามสถานการณ์

Aragon แนะนำให้ผู้ใช้เลือก VPN ที่มี shared IP pool (เช่น Mullvad, Proton) เพื่อให้ยากต่อการจับคู่เวลาและขนาดทราฟิก และสามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ VPN ร่วมกับการเปลี่ยนวงจร Tor ได้ตามต้องการ (Reddit).


3. ข้อจำกัดและความเสี่ยง

3.1 ความไว้วางใจในผู้ให้บริการ VPN

ต้องย้ายความเชื่อใจจาก ISP ไปให้ VPN provider แทน แม้จะเลือกผู้ให้บริการที่ไม่มีนโยบายเก็บ log แต่ก็มีงานวิจัยเตือนว่า VPN ส่วนใหญ่ “claim to be the best” ในเชิงการตลาด และอาจมีแรงจูงใจทางธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ (Tor Project Forum).

3.2 อาจลดความไม่ระบุตัวตนได้

เอกสารของ Tor Project ระบุว่า “You can very well decrease your anonymity by using VPN/SSH in addition to Tor… If you know what you are doing you can increase anonymity, security and privacy” ซึ่งแปลว่า หากใช้ VPN ไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ความไม่ระบุตัวตนลดลง (archive.torproject.org).

3.3 ความหน่วงเพิ่มขึ้น

การต่อเข้าก่อนเข้าโหนด guard และใช้วงจร VPN ซ้อน จะเพิ่ม latency และลดความเร็วในการเชื่อมต่อเมื่อเทียบกับการใช้ Tor เพียงอย่างเดียว (YouTube).


4. เปรียบเทียบกับฝั่ง Mental Outlaw

  • Mental Outlaw เห็นว่า VPN อาจ “ฆ่า anonymity” ของ Tor เพราะผู้ใช้ต้องวางใจ VPN provider ซึ่งอาจเก็บ log, ไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และ Tor Project เองก็ไม่แนะนำโดยตรง (YouTube, Reddit).

  • Aragon มองว่าใน threat model บางกรณี (เช่น ต้องการซ่อนการใช้ Tor จาก ISP หรือกลุ่ม adversary ควบคุมโหนด guard) การใช้ VPN → Tor มีประโยชน์ชัดเจน แม้ต้องแลกกับความไว้วางใจ VPN เพิ่มเติม (Qubes OS Forum).


5. สรุปและคำแนะนำ

  • หาก threat model ของคุณคือไม่ต้องการให้ ISP หรือเครือข่ายท้องถิ่นรู้ว่าคุณใช้ Tor การใช้ VPN → Tor เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ต้องเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่พิสูจน์ได้ว่าไม่เก็บ log และมี shared IP pool (Reddit).

  • หากคุณให้ความสำคัญกับการไม่ระบุตัวตนสูงสุด โดยไม่กังวลว่าผู้ให้บริการ ISP จะรู้ว่าคุณใช้ Tor การใช้ Tor เพียงอย่างเดียว ร่วมกับการใช้ bridges และ pluggable transports อาจเพียงพอและลดความเสี่ยงจากการต้องวางใจ VPN (support.torproject.org).

  • หลีกเลี่ยงการใช้ Tor → VPN (ต่อ VPN หลัง exit node) เพราะประโยชน์น้อยมากและอาจทำให้วงจร Tor ไม่หมุนเวียนตามออกแบบ (Reddit).

โดยสรุป: ไม่มีโซลูชันไหน “ดีที่สุด” ตลอดกาล ขึ้นกับ threat model และการเลือกใช้เครื่องมือเสริมให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของคุณเอง

อธิบายเรื่อง Tor

Tor ถูกพัฒนาในปี 2002 โดยทีมงานจาก US Naval Research Lab ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก DARPA (หน่วยงานวิจัยของกองทัพสหรัฐ) ตอนแรกเป็นโครงการของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ปัจจุบัน Tor ถูกดูแลโดย Tor Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และเป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด ไม่ได้ถูกพัฒนาหรือสนับสนุนโดยรัฐบาลที่กดขี่.

คิดเป็นเวลา 6 วินาที

สรุปโดยย่อ

Tor ไม่ได้ถูก “สร้างขึ้น” โดยรัฐบาลเพื่อสอดแนม แต่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยของ กองวิจัยทางทะเลของสหรัฐฯ (U.S. Naval Research Laboratory) เพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองของสหรัฐฯ ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 และต่อมาได้เปิดซอร์สโค้ดในปี 2004 จากนั้นก่อตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร “The Tor Project” ในปี 2006 เพื่อดูแลและพัฒนาต่อเนื่องในรูปแบบโอเพนซอร์ส (Wikipedia, Wikipedia)


ประวัติการพัฒนา

ต้นกำเนิด Onion Routing

  • แนวคิด “onion routing” เกิดขึ้นกลางทศวรรษ 1990 ที่ U.S. Naval Research Laboratory โดย Paul Syverson, Michael G. Reed และ David Goldschlag เพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองออนไลน์ (Wikipedia)

  • DARPA เข้ามาร่วมปรับแต่งเทคโนโลยีนี้ในปี 1997 และกองทัพสหรัฐฯ จดสิทธิบัตร onion routing ในปีเดียวกัน (Wikipedia)

การก่อตัวของ Tor Project

  • 20 กันยายน 2002 โครงการ alpha ของ The Onion Routing (Tor) เปิดตัว โดยมี Roger Dingledine และ Nick Mathewson ร่วมกับ Paul Syverson พัฒนาโค้ดขั้นต้น (Wikipedia)

  • ปี 2004 กองวิจัยทางทะเลสหรัฐฯ (NRL) ปล่อยโค้ด Tor ภายใต้ไลเซนส์เสรี และ Electronic Frontier Foundation (EFF) เริ่มให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มเติม (Wikipedia)

  • ปี 2006 Roger Dingledine, Nick Mathewson และอีกห้าคน ก่อตั้ง “The Tor Project” ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร (501(c)(3)) เพื่อดูแลโครงการอย่างยั่งยืน (Wikipedia)


การสนับสนุนทางการเงิน

  • แหล่งทุนส่วนใหญ่ในช่วงต้นมาจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แก่ DARPA, U.S. Naval Research Laboratory และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น U.S. State Department และ National Science Foundation (Wikipedia, WIRED)

  • ต่อมา Tor Project ขยายการรับบริจาคจากองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) สถาบันการศึกษา และผู้สนับสนุนภาคเอกชน เช่น Google, NLnet ฯลฯ (torproject.org)


สรุป

  • Tor เริ่มต้น เป็นโครงการวิจัยภายในกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Naval Research Laboratory) เพื่อใช้ในงานข่าวกรองออนไลน์ ไม่ใช่โครงการลับเพื่อสอดแนมพลเรือน

  • เปิดซอร์ส และกลายเป็นโครงการสาธารณะตั้งแต่ปี 2004 ภายใต้การดูแลของ The Tor Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร

  • แม้ Tor จะได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงแรก แต่ก็พัฒนาเป็นโครงการโอเพนซอร์สที่มีผู้สนับสนุนหลากหลาย เพื่อจุดประสงค์ด้านความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ต

  • จึงสรุปได้ว่า Tor ไม่ได้ถูก “สร้างโดยรัฐบาล” เพื่อสอดแนมผู้ใช้ทั่วไป แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของชุมชนโอเพนซอร์สและองค์กรไม่แสวงหากำไร (Wikipedia, torproject.org)



    Searching for Snopes information

    ฉันกำลังคิดว่าฉันควรจะลองค้นหา "Snopes Tor espionage" เพื่อหาข้อมูลจาก Snopes เกี่ยวกับข่าวลือที่ Tor ถูกสร้างมาเพื่อสอดแนมผู้ใช้ แต่ยังไม่พบบทความตรงๆ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เลย คงต้องลองค้นหา "Snopes Tor created government spy" ดูอีกทีเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม เผื่อจะเจอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องค่ะ

    Searching for sources to refute myth

    ฉันกำลังมองหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ Tor ที่มีการพูดถึงในบันทึกว่า “Tor ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอดแนมผู้ใช้” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ถูกต้อง ฉันจะทำการค้นหาเพิ่มเติมในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น บทความจาก Snopes และ Whonix เพื่อหาข้อเท็จจริง โดยจะอ้างอิงหลักฐานจากแหล่งที่มาที่ระบุว่า Tor ถูกพัฒนาโดย NRL และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ไม่มีการติดตั้ง “backdoors” และเป็นซอฟต์แวร์เปิดค่ะ

    คิดเป็นเวลา 16 วินาที

    Tor ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอดแนมผู้ใช้ แต่มีที่มาจากงานวิจัยเพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโครงการโอเพนซอร์สดูแลโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรและชุมชนทั่วโลก (Wikipedia, Whonix)

    1. ที่มาและวัตถุประสงค์แรกเริ่ม

  • Tor เริ่มต้นในชื่อโครงการ “onion routing” ที่พัฒนาโดยนักวิจัยของ U.S. Naval Research Laboratory ภายใต้การสนับสนุนของ DARPA ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพื่อใช้ปกป้องการสื่อสารภายในเครือข่ายข่าวกรองสหรัฐฯ (Wikipedia)

  • ออกแบบโดย Paul Syverson ร่วมกับ Michael G. Reed และ David Goldschlag เพื่อทดสอบแนวคิดการเข้ารหัสหลายชั้น (onion routing) ที่ทำให้จุดสังเกตการณ์ไม่สามารถเห็นต้นทางและปลายทางพร้อมกันได้ (Whonix)

2. การเปิดซอร์สและองค์กรดูแล

  • ในปี 2004 กองวิจัยทางทะเลสหรัฐฯ (NRL) ร่วมกับ Electronic Frontier Foundation (EFF) ปล่อยโค้ด Tor ภายใต้ไลเซนส์โอเพนซอร์ส เพื่อให้สามารถตรวจสอบและพัฒนาได้โดยอิสระ (torproject.org)

  • ปี 2006 จึงก่อตั้ง The Tor Project, Inc. ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร (501(c)(3)) เพื่อรับผิดชอบดูแลการพัฒนาและสนับสนุนชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลก (torproject.org)

3. การมีส่วนร่วมของรัฐบาล vs. ความโปร่งใส

  • มีการวิจัยพบว่าในช่วงแรกประมาณ 80% ของงบประมาณ Tor มาจากแหล่งทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น DARPA, U.S. Naval Research Laboratory, U.S. State Department ฯลฯ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและเสริมเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลในประเทศเผด็จการ (Wikipedia)

  • หลังจากเปิดซอร์ส ชุมชนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสามารถ audit และตรวจรหัส (code review) ได้เต็มที่ จึงไม่พบหลักฐานการฝังประตูหลัง (backdoor) ในซอฟต์แวร์ตลอดระยะเวลาการพัฒนามากกว่า 20 ปี (Whonix)

4. ตำนาน “Tor เพื่อสอดแนม” และการหักล้าง

  • บางแหล่งอ้างว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ Tor exit nodes เพื่อดักฟังทราฟิก แต่การศึกษาโดย Dan Egerstad ในปี 2007 พบโหนด exit บางแห่งดักฟังอีเมลไม่เข้ารหัสเท่านั้น ไม่ได้ฝังไว้ในซอฟต์แวร์หลักของ Tor (WIRED)

  • แม้ NSA จะบันทึก IP ของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ Tor เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม แต่ไม่ได้มีหลักฐานว่าซอฟต์แวร์ Tor ถูกออกแบบมาเพื่อสอดส่องผู้ใช้ (WIRED)

  • Tor Project เองยืนยันว่าแม้มีกองทุนจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินเหล่านั้นเป็น research grants ไม่ใช่สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสอดแนม และชุมชนยังมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลความปลอดภัย (Wikipedia)

5. บทบาทของชุมชนและความโปร่งใส

  • เนื่องจากเป็นโครงการโอเพนซอร์ส ผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัย, องค์กรสิทธิดิจิทัล, บริษัทเอกชน และอาสาสมัคร สามารถตรวจสอบโค้ดและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอันตรายได้อย่างต่อเนื่อง (Electronic Frontier Foundation)

  • กระบวนการ reproducible builds และการเผยแพร่รายงาน audit ทำให้หากมีใครพยายามฝังโค้ดแปลกปลอมใน repository หลัก จะถูกจับได้ทันที (Whonix)

6. สรุป

แนวคิดที่ว่า “Tor ถูกสร้างเพื่อสอดแนมผู้ใช้” เป็นเพียง ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ไม่มีหลักฐานสนับสนุน และถูกหักล้างโดยประวัติการพัฒนา ทรัพยากรการเงินที่เปิดเผย และกระบวนการตรวจสอบโค้ดสาธารณะของชุมชน ความเป็นโอเพนซอร์สและการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนจึงช่วยรับประกันได้ว่า Tor ทำงานตามวัตถุประสงค์ด้านความเป็นส่วนตัว ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสอดแนม (Whonix, WIRED)