วันนี้เจออีกแล้ว ข่าวที่ชอบเรียกยอดคลิ๊ก มากเกินไป เช่นข่าวนี้
ใช้ SD-card เถื่อน “การ์ดความจำเถื่อน” เสียบปุ๊บ ไวรัสกินปั๊บ
ผมก็โดนดักควายคลิ๊กอ่านดู
เอาละ จากที่ผมอ่านรายงานข่าว ตำรวจไม่ได้ระบุว่าได้นำการ์ดของกลางไปสแกนหาไฟล์มัลแวร์ หรือแสกนไวรัส ดังนั้น ก็แปลว่าไม่เจอไวรัสในของกลางครับ เหมือนไม่เคยเจอผีในของกลาง แต่บอกมีผีสิงในของกลาง นั่นละครับ
ผมสรุปให้เลยนะครับว่าเวอร์ไป พูดเกินจริง เพื่อยอดคลิ๊ก หรือไม่ ก็อีกเรื่องหนึ่งครับ
ถ้าบอกว่า "อาจจะติดไวรัส" อันนี้ได้ครับ แต่ถ้าบอกว่าเสียบปุ๊บติดปั๊บ ก็แปลว่าตำรวจ ต้องตรวจสอบและรายงาน ว่าพบไวรัส ประเภท ชนิด เป็นต้น แต่มันใช่หรือครับ?
แล้วต่อให้เจอ 1 ตัวจาก 10 ตัว ก็ยังต้องใช้คำว่า อาจจะติดไวรัส ด้วยซ้ำครับ
แล้วคำว่า "อาจมีไวรัส" ผมก็สามารถใช้คำว่า อาจมีภาพโป้ ในหน่วยความจำหลงเหลืออยู่ ได้ไหมครับ? ฟังดูเพ้อเจ้อใช่ไหมครับ แต่ในความจริง SD-Card เก่า ถูกเอามาลบข้อมูล แล้วขายใหม่ สามารถกู้ได้หมดครับ ตราบใด ที่ยังไม่โดนเขียนทับครับ
แต่ภาพโป้ มันไม่กระตุ้นความกลัว (Fear-mongering) หรือ ความอยากคลิก เหมือน ไวรัสคอม ครับและที่สำคัญนักข่าว คือ ฐานันดรที่ 4 นะครับ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีจรรยาบรรณ มีสมาคมนักข่าว และมีเงินเดือน ดังนั้นประชาชนอย่างผม ต้อง หวังว่า นักข่าว และ สำนักข่าว จะมีการนำเสนอ ที่เหนือกว่า ชาวบ้านตาดำๆครับ และถ้าสำนักขาวไหน ไม่พอใจ ให้บล็อกผม ทันทีเลยครับ เพราะนักข่าวและคนรายงานข่าวในไทย บล็อก 1 เกิดใหม่สิบ ครับ
แล้ว นี้เป็นเรื่องระดับปกติ แม้ไม่แรงเท่าเรื่องครูแพะ หรือ ลุงพล ที่นักข่าวทำก็ตามครับ และผมขอใช้คำว่า "ติเพื่อก่อ" ที่สำนักข่าวชอบใช้กัน กลับให้ นักข่าวและสำนักข่าว และ ฐานันดรที่ 4 นะครับ ได้ไหมครับ ถ้าใช้มาตรฐาน นี้เหมือนกัน?
เอาละ บ่นนักข่าวพอแล้ว มาเข้าเรื่องครับ
SD-Card ปลอม ที่ขายกันก็คือของห่วยๆ มาแปะยี่ห้อแบรน ดัง เหมือนเคส ทีผมเขียนบทความ วิธีดู หัวชาร์จ Apple จริง หรือปลอมนั่นครับ ของห่วยๆ
แต่ถ้า ใช้คำว่า SD-Card เถื่อน ก็อาจจะเป็นของนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาติ อาจจะเป็นญี่ห้อจีนแแปลกๆ ราคาถูกๆ
หรือมีเคสย้อมแมวเช่น เอา SD-Card มือสอง หรือจากร้านขายของเก่า มาลบข้อมูล (ไม่ใช่ Full format ) แล้วลงเฟิร์มแวร์ใหม่ ให้เครื่องมองเห็นจาก 8GB เป็น 128GB เป็นต้น ตรงนี้ ถ้ามี อะไรส่วนใหญ่จะโปรแกรมเก่าๆตกยุค เครื่องที่มีปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ไม่ควรจะเป็นไร อันนี้เราจะเห็นเคสนี้ แม้ในแฟรตไดร์ หรือใน SSD ที่ไส้ในคือ SD-Card มีขายทั่วไปในแอปแดง,แอปส้ม,แอปดำ , และในในเฟส
แล้วถ้าเป็นของผลิตใหม่ ห่วยๆ ของห่วยๆของถูกๆ เขาไม่มาเสียเวลา เสียบ แล้ว ลากไวรัสลงหน่วยความจำหรอกครับ เพลอๆไม่ QC ด้วยซ้ำ เว้นแต่ต้องการ โจมตีทางไซเบอร์ เช่น กลุ่มแฮกเกอร์ หรือจากเจ้าหน้าหน่วยข่าวกรอง เป็นต้น เขาก็ไม่ใส่ไวรัสครับ แต่เขาใส่ม้า ม้าโทรจัน ครับ
ปัญหาจริงๆคือ ความจุไม่ถึง สเปคไม่ถึง ความเร็ว อ่าน/เขียน ต่ำกว่าสเป็ค และจำนวนรอบเขียนซ้ำต่ำ
หรือแม้แต่ เอา ของเก่า มา ใส่ห่อใหม่
พูดง่ายๆก็คือ ข้อมูล พัง ไม่ช้าก็เร็วครับ แต่ที่แน่ๆได้ของสเป็คต่ำ
และอีกอย่าง ไวรัส สมัยนี้ ปี 2026 ไม่ใช่ภัยคุกคาม แบบยุคก่อน Y2K ครับ windows ก็มีสแกนไวรัสฟรีมาอยู่แล้ว สแกนไวรัส อย่าง แมคอะฟี่ McAfee, Avast ,Avg , Noton, ESET NOD32,ฯลฯ ก็ฉิบหายกันหมดแล้ว
แล้วไอ้ Auto run นี้มันสมัยครับ win 7 เปล่าครับ? หรือ แอนดรอย คิทแคท , โลลิป๊อป มันก็ไม่ได้นิครับ มันต้องย้อนไประดับไหนละครับ ?
ไอ้ความเชื่อ เรื่องไวรัสคอมที่ทำเครื่องพัง สมัยนี้ คือ นี้ตกยุค หรืออ่านนิยายมากไป ถ้าดูดข้อมูล หรือ พาส หรือ กระเป๋าคริปโต อันนี้ค่อยน่าเชื่อหน่อยครับ
แล้ว โจร มันจะร่วมมือกับโรงงานหรือครับ ? บ้าเปล่า ถ้าเป็น รัฐบาลร่วมมือกับโรงงาน ฝังระเบิด ในเพจเจอร์ หรือไว้รัส ไว้ดักข้อมูล กับประเทศศัตรู หรือประชาชนของตัวเอง ก็ว่าไปอย่าง
สรุป ก็แค่ พ่อค้าขาย ขยะ ให้ลูกค้าด้วยต้นทุน ถูกที่สุด ก็แค่นั้น
และอีกเรื่องครับ ม้าโทรจัน กับ ไวรัสคอมพิวเตอร์ ไม่เหมือนกันครับ















