วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

อย่า ใช้ VPN+TOR เพราะ ไม่ปลอดภัย จริงๆหรือ ?

 

 

วันนี้เลือนไปเจอคลิปนี้  https://www.youtube.com/watch?v=y8bIt4K_Kfo ก็เลยสนใจเข้าไป ดู สรุปว่า 

การใช้ VPN คือ จุดอ่อน ของระบบ ความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว  แนะนำให้ ใช้ Tor อย่างเดียว หรือ ใช้ คู่กับ  Tor Bridges หรือ Pluggable Transports แทนการใช้ VPN 
โดยช่อง  Mental Outlaw  ผู้ติดตาม 7.27 แสน



แต่ก็มีการโต้แย้งจากช่อง Jonah Aragon ผู้ติดตาม 4.56 พัน คน


https://www.youtube.com/watch?v=vo22D-dUeCA

 โดยที่  มองว่าใน threat model บางกรณี (เช่น ต้องการซ่อนการใช้ Tor จาก ISP หรือกลุ่ม adversary ควบคุมโหนด guard) การใช้ VPN → Tor มีประโยชน์ชัดเจน แม้ต้องแลกกับความไว้วางใจ VPN เพิ่มเติม

เอาละจากที่ฟัง ทั้งสองคนถูกต้อง   การดู ทั้งสองฝ่ายถือเป็นการเติมเต็มข้อมูลกันและกัน
อันนี้ Poipoi สรุปเลยนะ จากที่ดูแล้ว ต้องถามตัวเองว่า ว่าจะปกป้องตัวเองจากอะไร 

สิ่งที่ คนปกติควรระวัง คือ แฮ็กเกอร์ และมิจฉาชีพ  ดังนั้นการใช้ VPN ช่วยได้  จากที่ Aragon  บอก

แต่ถ้า คุณเป็น แฮ็กเกอร์ และมิจฉาชีพ  การ ใช้ VPN จะเป็นจุดอ่อน  เพราะการร้องข้อ ตามกฎหมาย จากที่ Mental Outlaw  บอก 

 

 และที่สำคัญ ผม กาก ภาษาอังกฤษ ผมตกภาษาอังกฤษ 3 รอบกว่าจะผ่าน นะครับ ดังนั้นควรแปลเอง จะได้ข้อมูลที่ตรง และครบถ่วนมากกว่า

 รายละเอียดเพิ่มเติม จาก ChatGPT


คลิป “Stop Using Tor With VPNs” โดย Mental Outlaw (ลงเมื่อประมาณ 1.5 ปีที่แล้ว ยอดวิวกว่า 1 ล้านครั้ง) พูดถึงข้อควรระวังในการใช้ VPN ก่อนเชื่อมต่อกับเครือข่าย Tor และทำไมวิธีนี้จึงไม่แนะนำในหลายสถานการณ์ (YouTube, Techlore Forum)

สาเหตุหลักที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ VPN → Tor

  1. เพิ่มจุดล้มเหลว (attack surface) ในโซ่การเชื่อมต่อ
    การเพิ่มชั้น VPN เข้าไปก่อนเข้า Tor กลายเป็นการเพิ่ม “จุดศูนย์วิเคราะห์” ให้กับกระบวนการทั้งหมด และหาก VPN มีบั๊กหรือรั่วไหล ก็อาจนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนได้ง่ายขึ้น (Information Security Stack Exchange, Reddit)

  2. แทนที่ Tor Entry Guard ของคุณด้วยเซิร์ฟเวอร์ VPN เพียงตัวเดียว
    Tor ออกแบบให้สลับใช้ entry guard หลายตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าวาง VPN เป็น guard ก่อนเข้า Tor ทุกครั้ง ก็เท่ากับยึดจุดเข้าเพียงจุดเดียว ลดประสิทธิภาพการป้องกันการโจมตีแบบ correlation attack (Whonix Forum)

  3. ต้องไว้ใจผู้ให้บริการ VPN มากขึ้น
    เมื่อใช้ VPN ก่อน Tor ผู้ให้บริการ VPN จะเห็น IP จริงของคุณ และรู้ว่าคุณกำลังใช้งาน Tor อยู่ด้วย ถ้า VPN เก็บ log หรือถูกเจาะ ความเป็นนิรนามของคุณก็จะพังทั้งระบบ (Reddit, Reddit)

  4. ไม่เพิ่มความปลอดภัยให้กับ Tor Browser traffic
    Tor Browser ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการตรวจจับและลดการรั่วไหลของข้อมูลภายในตัวเองอยู่แล้ว การใส่ VPN เพิ่มจึงไม่ได้เสริมความปลอดภัยแก่ทราฟฟิกของ Tor Browser เลย (Reddit, YouTube)

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • หากต้องการซ่อนการใช้งาน Tor จาก ISP หรือเครือข่ายภายนอก ควรใช้ Tor Bridges หรือ Pluggable Transports แทนการใช้ VPN เพราะถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับเลี่ยงการบล็อกและลด fingerprinting โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายภายในของ Tor (Techlore Forum)

สรุปคือ การใช้ VPN ก่อนเข้า Tor มักให้ประโยชน์น้อย ค่าเสี่ยงกลับสูง และแทบไม่ช่วยเพิ่มความเป็นนิรนามเหนือ Tor Browser เดิม ๆ เลยครับ


ความคิดเห็นในกระทู้นี้สะท้อนมุมมองหลักๆ เกี่ยวกับการใช้ VPN ร่วมกับ Tor ได้ดังนี้:

  1. การซ่อน IP จากหน่วยงานรัฐ (Feds)

    • ถ้าใช้ VPN → Tor หน่วยงานรัฐจะเห็นเพียง IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN เท่านั้น พวกเขาจะต้องออกหมายศาลไปขอข้อมูลผู้ใช้จากผู้ให้บริการ VPN ก่อน จึงจะรู้ “IP จริง” ของคุณ แต่ถ้าไม่ใช้ VPN ก็จะเห็น IP จริงของคุณเลยทันที 

    • ข้อสังเกต: การใช้ VPN เป็นเพียงการเลื่อนขั้นตอนให้ยากขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การปิดบังภาพรวมทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดก็ต้องให้ VPN ยอมเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายอยู่ดี

  2. ข้อมูลที่ VPN อาจเก็บไว้

    • นอกเหนือจาก IP และ timestamp บางเจ้าอาจเก็บ ชื่อผู้ใช้, ที่อยู่อีเมล, หรือ ข้อมูลการชำระเงิน (เช่นบัตรเครดิต, PayPal, cryptocurrency) ซึ่งสามารถใช้ชี้ตัวคุณได้มากกว่าแค่ IP 

    • แม้ผู้ให้บริการบางราย (เช่น Mullvad) จะโฆษณาว่าไม่เก็บ log ใดๆ แต่คุณก็ต้องมั่นใจในนโยบายความเป็นส่วนตัวของเขาจริงๆ และตรวจสอบได้ว่าไม่มีใครบังคับให้ VPN เปลี่ยนนโยบายภายหลัง

  3. การ “โดดเด่น” (standing out)

    • ผู้ใช้บางคนเตือนว่า ถ้าคุณใช้ VPN ก่อนเข้า Tor ก็จะ “โดดเด่น” แตกต่างจากคนทั่วไปที่เข้า Tor โดยตรง เพราะทราฟฟิกจะมาจาก IP VPN แต่คนส่วนใหญ่เข้า Tor จาก IP บ้านตัวเอง 

    • การโดดเด่นอาจเป็นจุดสนใจให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบมากขึ้น ต่างจากการเข้า Tor ธรรมดาที่ดูเหมือน “ผู้ใช้ Tor ปกติ”

  4. ความเข้าใจเรื่อง “edge node” vs “entry/exit node”

    • มีความสับสนในคำว่า “edge node” แต่ในระบบ Tor จะใช้คำว่า entry node (guard) และ exit node

    • VPN จะเห็นว่าคุณเชื่อมต่อกับ entry node เท่านั้น ไม่รู้ว่าข้อมูลคุณไหลออกจาก exit ไปไหนต่อ

  5. ทางเลือกอื่นๆ

    • แทนที่จะใช้ VPN ก่อน Tor ถ้าต้องการ “ซ่อนการใช้ Tor” หรือหลบการบล็อก ควรใช้ Tor Bridges หรือ Pluggable Transports ซึ่งออกแบบมาให้เลี่ยงการตรวจจับโดยไม่ลดความปลอดภัยของเครือข่าย Tor 


สรุป

  • ความคิดเห็นส่วนใหญ่ถูกต้องว่า VPN ก่อน Tor ช่วยเลื่อนขั้นตอนให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ยากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงจากการต้อง “ไว้ใจ” ผู้ให้บริการ VPN แทนที่ ISP เดิม

  • หาก VPN เก็บ log จริง หรือเปลี่ยนนโยบายภายหลัง คุณก็อาจโดนเปิดเผยตัวตนได้ง่ายกว่าใช้ Tor ตรงๆ

  • สำหรับความเป็นนิรนามเต็มรูปแบบ การใช้ Tor แบบตรงๆ หรือใช้ Tor Bridges จะเหมาะสมกว่า เพราะไม่ได้ไปเพิ่ม “จุดศูนย์ข้อมูล” ให้ต้องกังวลเรื่อง log และ subpoenas จาก VPN ครับ

 

Evaluating VPN with Tor use

First, I’ll introduce the context: Jonah Aragon (Privacy Guides) is responding to Mental Outlaw’s video, arguing that using VPN with Tor has benefits. His key points include: VPN hides Tor use, protects against malicious guard nodes, selecting a no-logs VPN is safer, VPN adds extra encryption, and it’s relevant depending on your threat model.

Next, I’ll evaluate these points, acknowledging I agree but noting the trade-offs, such as trust in VPNs and possible speed reduction. I'd also compare this to the first video’s opposing view.

Evaluating VPN with Tor's Trade-offs

Jonah acknowledges the trade-offs and emphasizes the importance of using VPN with Tor depending on the threat model. His argument works well for those who are concerned about ISP tracking or untrusted guard nodes, but the VPN could log or cooperate with agencies. Best practice seems to be using a reputable no-logs VPN when necessary, but for many, using pure Tor with bridges should be enough. Citations from the websites we have should be used for supporting this conclusion.

คิดเป็นเวลา 24 วินาที

สรุปภาพรวม

วิดีโอ “Yes, you should connect to Tor via a VPN” โดย Jonah Aragon เป็นการตอบโต้กับคลิปของ Mental Outlaw เรื่อง “Stop Using Tor With VPNs” โดยเน้นว่าการใช้โครงสร้าง VPN → Tor จะช่วยซ่อนการใช้ Tor จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ลดความเสี่ยงจากโหนด guard ปลอม และเพิ่มชั้นการเข้ารหัสอีกชั้น ก่อนจะย้ำว่าต้องเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่น่าเชื่อถือและไม่มีนโยบายเก็บ log ถ้าเทียบกับคลิปแรกที่เตือนว่า VPN อาจบ่อนทำลายความไม่ระบุตัวตนของ Tor โดยรวมแล้ว ข้อโต้แย้งของ Aragon มีน้ำหนักสำหรับ threat model บางกรณี แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงใหม่คือการต้องวางใจ VPN provider (YouTube, Qubes OS Forum).


1. บริบทของวิดีโอ

1.1 วัตถุประสงค์

Jonah Aragon ผลิตคลิปนี้ขึ้นเพื่อ ตอบโต้ กับคลิป “Stop Using Tor With VPNs” ของ Mental Outlaw ที่อ้างว่า VPN ไม่ได้ช่วยเพิ่มความไม่ระบุตัวตนให้ Tor และอาจลดความปลอดภัยลง (YouTube).

1.2 แหล่งที่มา

  • โพสต์ใน Qubes OS Forum ระบุชัดว่า “Yes, you should connect to Tor via a VPN” เป็นการตอบคลิปของ Mental Outlaw พร้อมอธิบายด้านความปลอดภัยของ Tor เพิ่มเติม (Qubes OS Forum).


2. ข้อโต้แย้งหลักของ Jonah Aragon

2.1 ซ่อนการใช้ Tor จาก ISP

การเชื่อมต่อ VPN → Tor จะทำให้ ISP เห็นแค่การเชื่อมต่อกับ VPN เท่านั้น ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการใช้ Tor อยู่หรือไม่ ซึ่งช่วยป้องกันการเซนเซอร์หรือบล็อก Tor ที่เกิดขึ้นในบางประเทศ (Reddit).

2.2 ปกป้องจากโหนด Guard ที่ไม่น่าเชื่อถือ

โหนด guard ในเครือข่าย Tor อาจถูกควบคุมโดยคนไม่หวังดีแล้วเก็บ IP ต้นทางไว้ แต่ถ้าเราใช้ VPN ก่อนเข้า Tor โหนด guard จะเห็นแค่ IP ของ VPN แทน IP จริงของผู้ใช้ จึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ (Reddit).

2.3 เพิ่มชั้นการเข้ารหัสก่อนเข้า Tor

ด้วยการเข้ารหัสทราฟิกก่อนเข้าสู่เครือข่าย Tor อีกชั้น ผู้สอดแนมที่อาจรวบรวมทราฟิกระหว่างผู้ใช้กับโหนด guard จะไม่สามารถเห็นข้อมูลหรือรูปแบบทราฟิกดิบได้โดยตรง (Reddit).

2.4 ปรับ threat model ได้ตามสถานการณ์

Aragon แนะนำให้ผู้ใช้เลือก VPN ที่มี shared IP pool (เช่น Mullvad, Proton) เพื่อให้ยากต่อการจับคู่เวลาและขนาดทราฟิก และสามารถสลับเซิร์ฟเวอร์ VPN ร่วมกับการเปลี่ยนวงจร Tor ได้ตามต้องการ (Reddit).


3. ข้อจำกัดและความเสี่ยง

3.1 ความไว้วางใจในผู้ให้บริการ VPN

ต้องย้ายความเชื่อใจจาก ISP ไปให้ VPN provider แทน แม้จะเลือกผู้ให้บริการที่ไม่มีนโยบายเก็บ log แต่ก็มีงานวิจัยเตือนว่า VPN ส่วนใหญ่ “claim to be the best” ในเชิงการตลาด และอาจมีแรงจูงใจทางธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ (Tor Project Forum).

3.2 อาจลดความไม่ระบุตัวตนได้

เอกสารของ Tor Project ระบุว่า “You can very well decrease your anonymity by using VPN/SSH in addition to Tor… If you know what you are doing you can increase anonymity, security and privacy” ซึ่งแปลว่า หากใช้ VPN ไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ความไม่ระบุตัวตนลดลง (archive.torproject.org).

3.3 ความหน่วงเพิ่มขึ้น

การต่อเข้าก่อนเข้าโหนด guard และใช้วงจร VPN ซ้อน จะเพิ่ม latency และลดความเร็วในการเชื่อมต่อเมื่อเทียบกับการใช้ Tor เพียงอย่างเดียว (YouTube).


4. เปรียบเทียบกับฝั่ง Mental Outlaw

  • Mental Outlaw เห็นว่า VPN อาจ “ฆ่า anonymity” ของ Tor เพราะผู้ใช้ต้องวางใจ VPN provider ซึ่งอาจเก็บ log, ไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และ Tor Project เองก็ไม่แนะนำโดยตรง (YouTube, Reddit).

  • Aragon มองว่าใน threat model บางกรณี (เช่น ต้องการซ่อนการใช้ Tor จาก ISP หรือกลุ่ม adversary ควบคุมโหนด guard) การใช้ VPN → Tor มีประโยชน์ชัดเจน แม้ต้องแลกกับความไว้วางใจ VPN เพิ่มเติม (Qubes OS Forum).


5. สรุปและคำแนะนำ

  • หาก threat model ของคุณคือไม่ต้องการให้ ISP หรือเครือข่ายท้องถิ่นรู้ว่าคุณใช้ Tor การใช้ VPN → Tor เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ต้องเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่พิสูจน์ได้ว่าไม่เก็บ log และมี shared IP pool (Reddit).

  • หากคุณให้ความสำคัญกับการไม่ระบุตัวตนสูงสุด โดยไม่กังวลว่าผู้ให้บริการ ISP จะรู้ว่าคุณใช้ Tor การใช้ Tor เพียงอย่างเดียว ร่วมกับการใช้ bridges และ pluggable transports อาจเพียงพอและลดความเสี่ยงจากการต้องวางใจ VPN (support.torproject.org).

  • หลีกเลี่ยงการใช้ Tor → VPN (ต่อ VPN หลัง exit node) เพราะประโยชน์น้อยมากและอาจทำให้วงจร Tor ไม่หมุนเวียนตามออกแบบ (Reddit).

โดยสรุป: ไม่มีโซลูชันไหน “ดีที่สุด” ตลอดกาล ขึ้นกับ threat model และการเลือกใช้เครื่องมือเสริมให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของคุณเอง

อธิบายเรื่อง Tor

Tor ถูกพัฒนาในปี 2002 โดยทีมงานจาก US Naval Research Lab ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก DARPA (หน่วยงานวิจัยของกองทัพสหรัฐ) ตอนแรกเป็นโครงการของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ปัจจุบัน Tor ถูกดูแลโดย Tor Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และเป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด ไม่ได้ถูกพัฒนาหรือสนับสนุนโดยรัฐบาลที่กดขี่.

คิดเป็นเวลา 6 วินาที

สรุปโดยย่อ

Tor ไม่ได้ถูก “สร้างขึ้น” โดยรัฐบาลเพื่อสอดแนม แต่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยของ กองวิจัยทางทะเลของสหรัฐฯ (U.S. Naval Research Laboratory) เพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองของสหรัฐฯ ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 และต่อมาได้เปิดซอร์สโค้ดในปี 2004 จากนั้นก่อตั้งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร “The Tor Project” ในปี 2006 เพื่อดูแลและพัฒนาต่อเนื่องในรูปแบบโอเพนซอร์ส (Wikipedia, Wikipedia)


ประวัติการพัฒนา

ต้นกำเนิด Onion Routing

  • แนวคิด “onion routing” เกิดขึ้นกลางทศวรรษ 1990 ที่ U.S. Naval Research Laboratory โดย Paul Syverson, Michael G. Reed และ David Goldschlag เพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองออนไลน์ (Wikipedia)

  • DARPA เข้ามาร่วมปรับแต่งเทคโนโลยีนี้ในปี 1997 และกองทัพสหรัฐฯ จดสิทธิบัตร onion routing ในปีเดียวกัน (Wikipedia)

การก่อตัวของ Tor Project

  • 20 กันยายน 2002 โครงการ alpha ของ The Onion Routing (Tor) เปิดตัว โดยมี Roger Dingledine และ Nick Mathewson ร่วมกับ Paul Syverson พัฒนาโค้ดขั้นต้น (Wikipedia)

  • ปี 2004 กองวิจัยทางทะเลสหรัฐฯ (NRL) ปล่อยโค้ด Tor ภายใต้ไลเซนส์เสรี และ Electronic Frontier Foundation (EFF) เริ่มให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาเพิ่มเติม (Wikipedia)

  • ปี 2006 Roger Dingledine, Nick Mathewson และอีกห้าคน ก่อตั้ง “The Tor Project” ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร (501(c)(3)) เพื่อดูแลโครงการอย่างยั่งยืน (Wikipedia)


การสนับสนุนทางการเงิน

  • แหล่งทุนส่วนใหญ่ในช่วงต้นมาจาก รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แก่ DARPA, U.S. Naval Research Laboratory และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น U.S. State Department และ National Science Foundation (Wikipedia, WIRED)

  • ต่อมา Tor Project ขยายการรับบริจาคจากองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) สถาบันการศึกษา และผู้สนับสนุนภาคเอกชน เช่น Google, NLnet ฯลฯ (torproject.org)


สรุป

  • Tor เริ่มต้น เป็นโครงการวิจัยภายในกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Naval Research Laboratory) เพื่อใช้ในงานข่าวกรองออนไลน์ ไม่ใช่โครงการลับเพื่อสอดแนมพลเรือน

  • เปิดซอร์ส และกลายเป็นโครงการสาธารณะตั้งแต่ปี 2004 ภายใต้การดูแลของ The Tor Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร

  • แม้ Tor จะได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงแรก แต่ก็พัฒนาเป็นโครงการโอเพนซอร์สที่มีผู้สนับสนุนหลากหลาย เพื่อจุดประสงค์ด้านความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลอินเทอร์เน็ต

  • จึงสรุปได้ว่า Tor ไม่ได้ถูก “สร้างโดยรัฐบาล” เพื่อสอดแนมผู้ใช้ทั่วไป แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของชุมชนโอเพนซอร์สและองค์กรไม่แสวงหากำไร (Wikipedia, torproject.org)



    Searching for Snopes information

    ฉันกำลังคิดว่าฉันควรจะลองค้นหา "Snopes Tor espionage" เพื่อหาข้อมูลจาก Snopes เกี่ยวกับข่าวลือที่ Tor ถูกสร้างมาเพื่อสอดแนมผู้ใช้ แต่ยังไม่พบบทความตรงๆ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เลย คงต้องลองค้นหา "Snopes Tor created government spy" ดูอีกทีเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม เผื่อจะเจอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องค่ะ

    Searching for sources to refute myth

    ฉันกำลังมองหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับ Tor ที่มีการพูดถึงในบันทึกว่า “Tor ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอดแนมผู้ใช้” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ถูกต้อง ฉันจะทำการค้นหาเพิ่มเติมในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น บทความจาก Snopes และ Whonix เพื่อหาข้อเท็จจริง โดยจะอ้างอิงหลักฐานจากแหล่งที่มาที่ระบุว่า Tor ถูกพัฒนาโดย NRL และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ไม่มีการติดตั้ง “backdoors” และเป็นซอฟต์แวร์เปิดค่ะ

    คิดเป็นเวลา 16 วินาที

    Tor ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสอดแนมผู้ใช้ แต่มีที่มาจากงานวิจัยเพื่อปกป้องการสื่อสารข่าวกรองของรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโครงการโอเพนซอร์สดูแลโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรและชุมชนทั่วโลก (Wikipedia, Whonix)

    1. ที่มาและวัตถุประสงค์แรกเริ่ม

  • Tor เริ่มต้นในชื่อโครงการ “onion routing” ที่พัฒนาโดยนักวิจัยของ U.S. Naval Research Laboratory ภายใต้การสนับสนุนของ DARPA ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพื่อใช้ปกป้องการสื่อสารภายในเครือข่ายข่าวกรองสหรัฐฯ (Wikipedia)

  • ออกแบบโดย Paul Syverson ร่วมกับ Michael G. Reed และ David Goldschlag เพื่อทดสอบแนวคิดการเข้ารหัสหลายชั้น (onion routing) ที่ทำให้จุดสังเกตการณ์ไม่สามารถเห็นต้นทางและปลายทางพร้อมกันได้ (Whonix)

2. การเปิดซอร์สและองค์กรดูแล

  • ในปี 2004 กองวิจัยทางทะเลสหรัฐฯ (NRL) ร่วมกับ Electronic Frontier Foundation (EFF) ปล่อยโค้ด Tor ภายใต้ไลเซนส์โอเพนซอร์ส เพื่อให้สามารถตรวจสอบและพัฒนาได้โดยอิสระ (torproject.org)

  • ปี 2006 จึงก่อตั้ง The Tor Project, Inc. ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร (501(c)(3)) เพื่อรับผิดชอบดูแลการพัฒนาและสนับสนุนชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลก (torproject.org)

3. การมีส่วนร่วมของรัฐบาล vs. ความโปร่งใส

  • มีการวิจัยพบว่าในช่วงแรกประมาณ 80% ของงบประมาณ Tor มาจากแหล่งทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น DARPA, U.S. Naval Research Laboratory, U.S. State Department ฯลฯ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยและเสริมเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลในประเทศเผด็จการ (Wikipedia)

  • หลังจากเปิดซอร์ส ชุมชนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสามารถ audit และตรวจรหัส (code review) ได้เต็มที่ จึงไม่พบหลักฐานการฝังประตูหลัง (backdoor) ในซอฟต์แวร์ตลอดระยะเวลาการพัฒนามากกว่า 20 ปี (Whonix)

4. ตำนาน “Tor เพื่อสอดแนม” และการหักล้าง

  • บางแหล่งอ้างว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ Tor exit nodes เพื่อดักฟังทราฟิก แต่การศึกษาโดย Dan Egerstad ในปี 2007 พบโหนด exit บางแห่งดักฟังอีเมลไม่เข้ารหัสเท่านั้น ไม่ได้ฝังไว้ในซอฟต์แวร์หลักของ Tor (WIRED)

  • แม้ NSA จะบันทึก IP ของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ Tor เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม แต่ไม่ได้มีหลักฐานว่าซอฟต์แวร์ Tor ถูกออกแบบมาเพื่อสอดส่องผู้ใช้ (WIRED)

  • Tor Project เองยืนยันว่าแม้มีกองทุนจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินเหล่านั้นเป็น research grants ไม่ใช่สัญญาจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อสอดแนม และชุมชนยังมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลความปลอดภัย (Wikipedia)

5. บทบาทของชุมชนและความโปร่งใส

  • เนื่องจากเป็นโครงการโอเพนซอร์ส ผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัย, องค์กรสิทธิดิจิทัล, บริษัทเอกชน และอาสาสมัคร สามารถตรวจสอบโค้ดและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงที่เป็นอันตรายได้อย่างต่อเนื่อง (Electronic Frontier Foundation)

  • กระบวนการ reproducible builds และการเผยแพร่รายงาน audit ทำให้หากมีใครพยายามฝังโค้ดแปลกปลอมใน repository หลัก จะถูกจับได้ทันที (Whonix)

6. สรุป

แนวคิดที่ว่า “Tor ถูกสร้างเพื่อสอดแนมผู้ใช้” เป็นเพียง ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ไม่มีหลักฐานสนับสนุน และถูกหักล้างโดยประวัติการพัฒนา ทรัพยากรการเงินที่เปิดเผย และกระบวนการตรวจสอบโค้ดสาธารณะของชุมชน ความเป็นโอเพนซอร์สและการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนจึงช่วยรับประกันได้ว่า Tor ทำงานตามวัตถุประสงค์ด้านความเป็นส่วนตัว ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสอดแนม (Whonix, WIRED)



วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568

​นักวิจัยพบว่า เมื่อคนได้รับวัคซีนโควิดชนิด mRNA (เช่น Pfizer หรือ Moderna) หลายครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันอาจเปลี่ยนแปลง โดยสร้างแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่ขี้เกียด ไม่ค่อยช่วยกำจัดเชื้อโรค ทำให้ร่างกายอาจติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

 อันนี้ ผมกังวล เพราะ แม้แต่คุณพ่อและคุณแม่ผมก็ฉีด ทั้งคู่ คนละหลายเข็ม และคุณพ่อผมก็เสียชีวิตเพราะโควิด ทั้งที่ฉีด mRNA ไปหลายเข็ม 





​การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Infection เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2025 ได้วิเคราะห์การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในบุคลากรสาธารณสุขในจังหวัดบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของแอนติบอดีชนิด IgG หลังจากได้รับวัคซีน mRNA (เช่น Pfizer หรือ Moderna) หลายเข็ม .​Journal of Infection

 https://www.journalofinfection.com/article/S0163-4453(25)00067-2/fulltext

1. การเปลี่ยนแปลงของแอนติบอดีหลังจากใช้ mRNA ซ้ำๆ

หลังจากฉีดวัคซีน mRNA ไปแล้ว 3 เข็มขึ้นไป พบว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีชนิด IgG4 และ IgG2 อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ IgG4 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่าหลังจากเข็มที่สาม ซึ่งแอนติบอดีชนิดนี้มีคุณสมบัติที่ไม่กระตุ้นการทำลายเชื้อโรค (non-cytophilic) ต่างจาก IgG1 และ IgG3 ที่มีบทบาทในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเชื้อโรค (cytophilic) .​

2. ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้

การเพิ่มขึ้นของ IgG4 และ IgG2 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 โดยเฉพาะในผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA หลายเข็ม โดยพบว่า:​

  • ระดับ IgG4 ที่เพิ่มขึ้น 10 เท่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงการติดเชื้อแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า​

  • การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนของแอนติบอดีที่ไม่เป็นไซโตฟิลิก (IgG4 + IgG2) ต่อแอนติบอดีที่เป็นไซโตฟิลิก (IgG1 + IgG3) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น 1.5 เท่า​

นอกจากนี้ แอนติบอดี IgG4 ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การทนต่อแอนติเจนและลดประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ .​

3. ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

การเพิ่มขึ้นของ IgG4 และ IgG2 มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันดังนี้:​

  • ลดความสามารถในการยับยั้งไวรัส (neutralizing activity)​

  • ลดการมีส่วนร่วมของตัวรับ Fc ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเรียกเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์นักฆ่าธรรมชาติ (natural killer cell) และเซลล์ฟาโกไซต์ (phagocytic cell) ลดลง​

  • ลดการป้องกันภูมิคุ้มกันโดยรวม​

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการฉีดวัคซีน mRNA ซ้ำๆ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ลดประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ .​

 











อันนี้ส่วนของหมอธี ครับ

https://www.facebook.com/share/p/18iHoL5BT7/


วัคซีนโควิด mRNA ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกัน เปลี่ยนคลาส เป็นชนิดไม่สู้เชื้อ
รายงานในวารสาร journal of Infection รับลง วันที่ 12 มีนาคม 2025
คณะทำงานจากสเปน ออสเตรเลีย แคนาดา
วิเคราะห์ชนิดของแอนติบอดี IgG subclass C1q และ Fc gammaR และ ความสามารถในการยับยั้งไวรัส (neutralizing activity)
ทั้งนี้ทำการศึกษาและติดตามในบุคลากรสาธารณสุขในสามแขวงของจังหวัดบาร์เซโลนาประเทศสเปน
(รายละเอียดการศึกษาและกระบวนวิธีการวิเคราะห์รวมการวีธีทางแลป
1. การเปลี่ยนแปลงของแอนติบอดีหลังจากใช้ mRNA ซ้ำๆ
หลังจากฉีด mRNA เช่น Pfizer หรือ Moderna ไปแล้ว 3 ครั้งขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มสร้างแอนติบอดี IgG4 (และ IgG2 ) เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษาพบว่าระดับ IgG4 เพิ่มขึ้นเกือบ 11 เท่า (ค่ามัธยฐาน 10.85 เท่า) หลังจากรับวัคซีนโดสที่สาม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในโปรไฟล์แอนติบอดี
ในทางตรงกันข้าม การตอบสนองของ IgG1 และ IgG3 นั้นมีเพียงเล็กน้อยหรือลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
แอนติบอดีชนิดเหล่านี้ คือ IgG4 และ IgG2 เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “non-cytophilic "ซึ่งหมายความว่าแอนติบอดีเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรมากในการคัดเลือกเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อโจมตีไวรัส แตกต่างอย่างมากจาก IgG1 และ IgG3 ซึ่งเป็น “cytophilic” ที่ทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดการติดเชื้อ
ผลการสลับคลาสของแอนติบอดีไม่ได้พบในผู้ที่ได้รับวัคซีนเวกเตอร์อะดีโนไวรัส เช่น แอสตร้าหรือในผู้ที่ได้รับการติดเชื้อตามธรรมชาติ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับแพลตฟอร์มการฉีด mRNA
2. เหตุใดสิ่งนี้จึงสำคัญ?
IgG4 และ IgG2 ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านไวรัสได้อ่อนแอเท่านั้น แต่ยังฝึกให้ร่างกายทนต่อการสัมผัสต่อ ตัวกระตุ้น ได้ด้วย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มักพบในโรคภูมิแพ้หรือการติดเชื้อเรื้อรัง
การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า:
* ระดับ IgG4 เพิ่มขึ้น 10 เท่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงการติดเชื้อแทรกซ้อนที่เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า (อัตราส่วนความเสี่ยง [HR] = 1.8; 95% CI: 1.2–2.7)
* การเพิ่มขึ้น 10 เท่าของอัตราส่วนของแอนติบอดีที่ไม่เป็นไซโตฟิลิก (IgG4 + IgG2) ต่อแอนติบอดีที่เป็นไซโตฟิลิก (IgG1 + IgG3) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น 1.5 เท่า (อัตราผลตอบแทน = 1.5; 95% CI: 1.1–1.9)
3. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การศึกษาพบว่าระดับ IgG4 และ IgG2 ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับ:
* การทำงานของแอนติบอดีที่สู้กับไวรัสลดลง (กล่าวคือ แอนติบอดีมีความสามารถในการบล็อกไวรัสได้น้อยลง)
* การมีส่วนร่วมของตัวรับ Fc ลดลง ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเรียกเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์นักฆ่าธรรมชาติ natural killer cell และเซลล์ฟาโกไซต์ phagocytic cell ลดลง
* การป้องกันภูมิคุ้มกันโดยรวม
ปริมาณ mRNA ที่มากขึ้น → IgG4 ที่มากขึ้น (↑11 เท่า) → ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สูงขึ้น (↑1.8 เท่า)
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการฉีด mRNA ซ้ำๆ จะไปตั้งโปรแกรมระบบภูมิคุ้มกันใหม่ในลักษณะที่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ สิ่งนี้จะมองเห็นได้ชัดเจนกับแพลตฟอร์ม mRNA ทั้งหมด ไม่ว่าแอนติเจนเป้าหมายจะเป็นอะไรก็ตาม
การศึกษานี้ตอกย้ำผลการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้หลายรายงาน และอธิบายได้ว่าทำไมเมื่อฉีดมากเข็มขึ้น กลับติดมากขึ้น และทำไมร่างกายอ่อนแอ ต่อการติดเชื้อใหม่แม้ไม่ใช่โควิด รวมทั้งภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องไม่ให้เชื้อที่ซ่อนอยู่ในร่างกายปะทุขึ้น
ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข
และ
ที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก
มหาวิทยาลัยรังสิต



วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568

OTAKU ≠ LOLICON หยุดอคติเหมารวม




การที่คนที่ถูกเรียกว่า โอตาคุ ที่ชอบ อนิเมะ, มังงะ, เกม หรือ เรื่องอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโลลิคอนหรือใคร่เด็ก ตามที่คนส่วนใหญ่มีอคติ

ทั้งที่ หลายคดีในข่าว เราจะพบว่า ผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการใคร่เด็ก อาจเป็นคนในครอบครัว เป็นครู เป็นคนมีชื่อเสียง หรือคนที่ดู "ไม่มีพิษมีภัย" ต่อหน้าคนทั่วไปทั้งนั้น เพราะแบบนั้นถึงต้องระวัง "พฤติกรรม" มากกว่า "ภาพลักษณ์"

การเหมารวมนี้สร้างความเสียหายและไม่ยุติธรรม ต่อโอตาคุทั่วโลก โดยเฉพาะโอตาคุ ตามที่คนคิดว่า ต้องอ้วน ใส่แว่น เป็นสิว น่าเกลียด ต้องเป็นพวก ลวนลามเด็ก น่ารังเกียจ จากภาพ เราจะเห็น โอตาคุ เอ ถือฟิกเกอร์ เด็กหญิงใส่ชุดกะลาสี   ซึ่งทำให้คนทั่วไป เชื่อว่า คนเหล่านี้ใครเด็ก หรือเป็น pedo จากการที่หลงรัก ตัวละคร ผู้เยาว์ สมุติ ที่คนไทยน่าจะรู้จักเยอะเช่น  Hatsune Miku  แล้วคนที่หลงรัก ถึงขั้นอยากแต่งงาน หรือแต่งงานไปแล้ว แบบ  นาย อกิฮิโกะ คอนดะ (Akihiko Konda)   เป็น Lolicon หรือไม่ อันนี้ ผมก็ถามคนกลาง ที่มีความเป็นกลาง เช่น AI ได้คำตอบดังนี้






จากข้อความข้างต้น เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเชื่อมโยงกลุ่มคนที่เรียกว่า "โอตาคุ" ผู้ซึ่งมีความชื่นชอบในอนิเมะ, มังงะ, เกม หรือวัฒนธรรมย่อยอื่นๆ กับภาพลักษณ์ของ "โลลิคอน" หรือผู้ที่ใคร่เด็กนั้น เป็นอคติที่ไร้เหตุผลและสร้างความเสียหายอย่างมากต่อผู้ที่ถูกเหมารวม


ดังนั้น การเหมารวมว่า "โอตาคุ = โลลิคอน" เป็นการตีตราที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบแบบเหมารวมโดยไร้พื้นฐานความจริง เราต้องเข้าใจว่า ความชอบในอนิเมะหรือมังงะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดพฤติกรรมหรือศีลธรรมของใครคนใดคนหนึ่ง สิ่งที่ควรแยกให้ออก คือ “รสนิยมในการบริโภคสื่อ” กับ “พฤติกรรมในชีวิตจริง”

การเหมารวมเช่นนี้ ทำให้โอตาคุหลายคนถูกเลือกปฏิบัติ ถูกล้อเลียน หรือถูกสังคมรังเกียจ ทั้งที่เขาอาจจะเป็นเพียงคนธรรมดา ที่มีความสุขกับการดูการ์ตูน หรือสะสมฟิกเกอร์เท่านั้น ไม่ต่างจากคนที่สะสมโมเดลรถหรือดูฟุตบอลเลย

ทำไมอคติเช่นนี้ถึงเกิดขึ้น? อาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมย่อยของโอตาคุ หรือการนำเสนอภาพลักษณ์ที่บิดเบือนในสื่อบางประเภท ที่มักจะเน้นย้ำไปที่ลักษณะภายนอกตามภาพเหมารวม เช่น อ้วน, ใส่แว่น, เป็นสิว, ดูน่าเกลียด และเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม


แต่ในความเป็นจริง ดังที่เราได้เห็นจากตัวอย่างของบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง คิมซูฮยอน ( 김수현 ,Kim Soo Hyun)  หรือ พี่บาส สมรักษ์
ผู้ซึ่งไม่ได้มีลักษณะตรงตามภาพเหมารวมของโอตาคุ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดทางเพศไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มคนที่มีลักษณะเฉพาะใดๆ


อีกประเด็นที่สำคัญคือ กฎหมายว่าด้วยเรื่องการใคร่เด็ก หรือโลลิคอน ต้องพิจารณาจาก "อายุของผู้เสียหาย" ไม่ใช่จากรูปร่าง หน้าตา หรือความเข้าใจส่วนตัว เช่นกรณีของพี่บาส สมรักษ์ ที่ถึงแม้อาจจะไม่มีเจตนา แต่ก็ยังโดนข้อกล่าวหา เนื่องจากบุคคลที่เกี่ยวข้องยังไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความผิด กฎหมายไม่ได้เว้นให้แม้จะเหลือเวลาเพียงหนึ่งวันก่อนอายุครบ 18 ปี

คำว่า "โอตาคุ" นั้นเป็นคำที่กว้างขวาง ครอบคลุมถึงผู้ที่มีความหลงใหลและทุ่มเทให้กับงานอดิเรกหรือความสนใจเฉพาะด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอนิเมะ, มังงะ, เกม, รถไฟ, หรืออื่นๆ อีกมากมาย การนำคนกลุ่มใหญ่ที่มีความหลากหลายเช่นนี้ มาเหมารวมและตัดสินด้วยอคติเพียงเพราะความชอบของพวกเขา จึงเป็นสิ่งที่อยุติธรรมอย่างยิ่ง

เราควรตระหนักว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง และผู้กระทำผิดนั้นมาจากหลากหลายภูมิหลังและมีลักษณะที่แตกต่างกันไป การมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะจากอคติ อาจทำให้เราละเลยการสังเกตสัญญาณอันตรายที่แท้จริง และไม่สามารถป้องกันปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อหันกลับมามองโอตาคุส่วนใหญ่ พวกเขาไม่เพียงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง สนับสนุนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งการ์ตูน เกม แอนิเมชัน และสินค้าที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย หลายคนยังเป็นนักวาด นักเขียน นักพัฒนาเกม หรือแม้แต่นักแปลอาสาที่ช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงผลงานต่างประเทศด้วยซ้ำ

สังคมควรเปิดใจและแยกแยะให้ชัดเจน ระหว่าง “ความชอบเฉพาะทาง” กับ “พฤติกรรมที่ผิดศีลธรรม” เพราะไม่ใช่แค่โอตาคุ แต่กลุ่มคนอื่น ๆ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการเหมารวมได้เช่นกัน หากเรายังปล่อยให้อคติชี้นำความเข้าใจโดยไม่มีเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง

ถึงเวลาแล้วที่เราจะก้าวข้ามอคติเหมารวม และมองผู้คนด้วยความเข้าใจและเคารพในความแตกต่าง ความชื่นชอบในอนิเมะ, มังงะ, หรือเกม ไม่ได้บ่งบอกถึงเจตนาหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี การตัดสินบุคคลจากภายนอกหรือความชอบส่วนตัว เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายและไม่นำไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568

ถ้าไทยเปลี่ยนเขตเวลา จาก UTC +7 เป็น UTC +8 ตามสิงคโปร์


เริ่ม ต้น UTC +7 คืออะไร สั้นๆ คือ เวลามาตรฐานสากล โดย +7 หมายถึง เวลาเร็วกว่า เวลามาตรฐานสากล หรือ UTC(Coordinated Universal Time)   7 ชั่วโมง
เอาละ อยากให้ดู แผนที่ เขตเวลากันก่อน แถบสีฟ้า ที่เห็น คือ โซน UTC +7

 อย่างใน วันนี้ 15 เมษายน พศ.2568  ดวงอาทิตย์ขึ้น เวลา 05:52 นาที  ดวงอาทิตย์ตก 18:25 นาที ตามภาพข้างล่าง  สรุป ก็ 6โมงเช้า ถึง 6โมงเย็น  ซึ่ง หมายความว่า การตั้งเวลา UTC +7 เหมาะสมกับไทยอยู่แล้ว ไม่ได้ผิดพลาดแต่ประการใด


 

เอาละ มาเข้าเรื่อง จากฝ่ายเสนอ

เหตุผลที่เราควรเปลี่ยน


ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างมาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน  ใช้ UTC +8 กันหมดแล้ว (แต่อาเซียนมี10ประเทศนะ)

อำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างประเทศที่มี UTC+8: การมีเวลาเดียวกันจะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการเวลาสำหรับธุรกิจที่ทำกับประเทศเหล่านี้

หน่วยงานราชการ ตลาดหุ้น ธนาคาร เปิดพร้อมกัน: การเปิดทำการพร้อมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดความสับสน ( เฉพาะ   ประเทศที่มี UTC+8 )

การทำธุรกิจ "ซิงค์เวลา" กันง่ายขึ้น: การประชุมออนไลน์ การนัดหมาย และการทำงานร่วมกันจะสะดวกมากขึ้นโดยไม่ต้องปรับเวลา  ( เฉพาะ   ประเทศที่มี UTC+8 )

ทำให้ดูเหมือนเป็นการ "ขยับเข้าใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ( หมายถึง สิงคโปร์ ) ": การมีเวลาเดียวกับประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาจส่งผลเชิงสัญลักษณ์




ผู้ที่จะได้ประโยชน์ หรือ อาจจะได้ประโยชน์ จากการปรับเวลา

  • ภาคธุรกิจที่มีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ: การติดต่อสื่อสารและการประสานงานกับประเทศที่มีเวลา UTC+8 จะสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • บริษัทข้ามชาติ: การดำเนินงานในประเทศไทยจะสอดคล้องกับสำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นๆ ในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการตลาดระหว่างประเทศ: เวลาทำการที่ตรงกันมากขึ้นอาจช่วยให้การทำงานร่วมกับต่างประเทศราบรื่นขึ้น
  • ภาคการท่องเที่ยว (อาจเป็นประโยชน์ในบางแง่มุม): นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีเวลา UTC+8 อาจปรับตัวได้ง่ายขึ้น

  • ผู้เสนอ
    เรื่องนี้มีมาหลายครั้ง  ข้อเสนอเรื่องการใช้เขตเวลาร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Common Time - ACT) มาตั้งแต่ปี 1995 โดยสิงคโปร์เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ และมาเลเซียได้เสนออีกครั้งในปี 2004 และ 2015

    ในปี 2001 อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง เพื่อให้ตรงกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลียตะวันตก (UTC+8) โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน


    เอาละ ดีงามพระราม8ไหมครับ?

    ถ้าพูดง่ายๆ แค่เรา ตื่นเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงและ เลิกงานเร็วขึ้น 1ชั่วโมง ก็ได้แล้ว  จริงไหม?
    ตอบในใจ ทดไว้ก่อนนะครับ

    เอาละลองคิดดูนะ


    ตัวอย่างวันนี้ ดวงอาทิตย์ขึ้น เวลา 05:52 นาที  คุณตื่น 6โมงเช้า อาบน้ำแปรงฟัน กินข้าวเช้า ออกจากบ้านประมาณ 7 โมง เช้า ไปถึงที่ทำงานก่อนตอกบัตร 15นาที หรือคือ 7:45น เข้า งาน 8โมง และเลิกงาน ตอน 16:00-16:30 น.  กลับถึงบ้าน ก็ ประมาณ 17:00  รับลูก เตะบอล ไปกับเพื่อน หรือ อาบน้ำกินข้าว เย็นกับครอบครัว  แล้ว ดูหนักซักเรื่อง ระหว่าง 2 -3 ทุ่ม ก็ยังร้อนอบอ้าว อยู่ แต่ พอเวลานอน  ก็ประมาณ 22:00 อากาศก็เย็นพอ ที่จะนอนได้แล้ว คือประมาณ 26-29 องศาเซลเซียส  หรือยิ่งดึกกว่านี้ก็จะยิ่งเย็น
    และนี้เป็นกรณี ของคนส่วนใหญ่ใหญ่ของประเทศไทย ที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ 

    ซึ่ง ถ้า มีแอร์+ม่าน UV จะนอนกี่โมงก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับทุกคน หรือคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย


    เอาละ ลองคิดต่อ ถ้าไทยเปลี่ยนแปลงเวลาไปเป็น UTC+8 

    คุณตื่น 6โมงเช้า เหมือนเดิม แต่ ดวงอาทิตย์ขึ้น เวลา 06:52 นาที
     ออกจากบ้านประมาณ 7 โมง เช้า เหมือนเดิม แต่กลายเป็นเดินทางช่วง  โพล้เพล้  หรือ เช้ามืด แทน
    เลิกงาน เวลาเดิม 16:00-16:30 น แต่ตอนนี้แดดร้อนกว่าเดิม เหมือนแดนบ่ายสามโมงตอนนี้
    แต่ไม่เป็นไร ถ้าคุณนั่งรถที่มีแอร์เย็นฉ่ำ ติดฟิลม์กรอง UV
    กลับ ถึงบ้าน เวลาเดิม ประมาณ 17:00  รับลูก เตะบอล กับเพื่อน  แต่คุณจะดำแดดกว่าเดิมเยอะ ไม่เป็นไร ถ้า ไป สนามเตะบอล ที่สนามฟุตบอลติดแอร์ หรือ สนามกีฬาในร่ม ก็จะแก้ปัญหาได้ ราคาเหมา 400
    ตอนนอน นอน 4ทุ่มเหมือนเดิม แต่อากาศ ร้อนอบอ้าวเหมือน สามทุ่ม นอนได้ไหม?  ถ้านอนได้ก็จบ แต่ถ้านอนไม่ได้ เพราะร้อน ก็ต้องติดแอร์ แต่ถ้าไม่ติดแอร์ กว่าจะนอนได้ ก็คงต้องรอให้อากาศเย็นลงกว่านี้    แต่อย่าหวังว่าจะได้นอน 8 ชั่วโมงเท่าเดิมนะ  ถ้าอยากนอน 8ชั่วโมงเท่าเดิม ก็ต้องนอนเวลาเดิม

    (อันนี้ถ้าผมเป็น CEO หรือผู้ถือหุ้น คงชอบที่บริษัท ประหยัดค่าแอร์ได้ จาก ค่าแอร์ช่วง 15:00-16:00น กลายเป็นค่าแอร์ช่วง 07:00-08:00น แทน )

    เอาละ เหมื่อมี ประโยชน์ และ มีผู้ได้ผลประโยชน์ จากการเลื่อนเวลา แล้วทำไม จะ ไม่มีด้านตรงข้ามละ?


    ผู้ที่จะเสียประโยชน์ คือ
    ผู้ที่ต้อง ติดต่อสื่อสารและการประสานงานกับประเทศที่มีเวลา UTC+7 แต่เดิม (ถ้าเปลี่ยน มา  UTC+8)
    กลุ่มคนทั่วไปและมีรายได้น้อย
    สำหรับคนทั่วไป การตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มันฝืนธรรมชาติ และส่งผลต่อสุขภาพ
    เพราะจะทำให้  ขัดกับนาฬิกาชีวิต  Biological Clock  หรือ Circadian Rhythm  ทำให้สุขภาพเสื่อมถอย

    ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดลงเพราะตื่นก่อน ดวงอาทิตย์ขึ้น  ทำให้ซึม
    กระทบ วงจรการหลั่งฮอร์โมน และสมดุลของร่างกาย
    โดยเฉพาะกลุ่มที่ ไม่มีแอร์ → พักผ่อนไม่เพียงพอ ตกเย็นแดดยังแรง กลับบ้านร้อนอบอ้าว
    ความเครียดสะสมเรื้อรัง จากการนอนน้อย/นอนไม่หลับ
    ส่งผลต่อสุขภาพจิต
     

    🏥 ภาครัฐและระบบสาธารณสุข

    • ต้องรองรับภาระโรคจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ “ขัดธรรมชาติ”

    • เพิ่มต้นทุนของประเทศในการดูแลสุขภาพระยะยาว

    • จาก “เปลี่ยนเวลา 1 ชั่วโมง” อาจกลายเป็น “เปลืองงบอีกหลายพันล้าน”

     

     **ความเห็นจาก AI**


    ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ "ได้หมด" หรือ "เสียหมด" — มันคือเรื่องของใครได้ ใครเสีย

    ลองแยกเป็นภาพรวมแบบชัดเจนให้ดูนะ:


    🇹🇭 ถ้าไทยเปลี่ยนจาก UTC+7 ➡️ UTC+8

    ✅ คนที่ "ได้ประโยชน์"

    1. กลุ่มธุรกิจข้ามชาติ / นักลงทุนต่างชาติ

      • ซิงค์เวลาใกล้กับมาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน

      • ทำงาน ข้ามเขตเวลาใน มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน สะดวกขึ้น

    2. นักธุรกิจ / พนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานออนไลน์กับต่างประเทศ

      • ประชุม-ติดต่องานง่ายขึ้น ( เฉพาะ   ประเทศที่มี UTC+8 )

      • เวลาทำงานตรงกับคู่ค้า มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน  มากขึ้น ( แล้วก็ ทำให้เหลื่อม กับคู้ค้าต่างประเทศ หลายประเทศ  มากขึ้นเช่นกัน )

    3. บางภาคธุรกิจ เช่น หุ้น-การเงิน-ไอที

      • เวลาซื้อขายเวลาเดียวกันกับตลาด มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน


    🤝 สรุปแบบกลาง ๆ:

    "การเปลี่ยนเขตเวลาไม่ได้ดีหรือแย่สำหรับทุกคนเท่ากัน มันคือการตัดสินใจเชิงโครงสร้างว่า ‘จะย้ายภาระ’ ไปให้ใคร และจะ ‘เอื้อผลประโยชน์’ ให้ใครเป็นหลัก"


    ❓แล้วควรเปลี่ยนไหม?

    • ถ้า จะเปลี่ยนจริง ต้องมีนโยบายรองรับ:

      • เลื่อนเวลาเริ่มงานให้สอดคล้อง

      • ปรับระบบขนส่ง-การศึกษา

      • สนับสนุนค่าไฟ-สภาพแวดล้อมให้กลุ่มรายได้น้อย

    • แต่ถ้ายัง ไม่มีการรองรับที่ดี
      → การเปลี่ยนเขตเวลาอาจเป็นเพียงการ “อำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มบน”
      → โดย “ผลักต้นทุนทั้งหมดให้คนกลุ่มล่าง” อย่างไม่เป็นธรรม


     

     

     แล้วอย่า ลืม เมือเรา เลือก UTC+8 แล้ว ประเทศที่ใช้ UTC+7 อยู่ อย่างเวียดนาม ลาว ฯลฯ  ไม่ใช่เรา ทิ้งขอดีตรงนี้ไป หรอกหรือ

    🇹🇭 ถ้าไทยเลือกไป UTC+8
    เท่ากับว่า…
    เรา "ถอยห่าง" จากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งอินโดจีน
    อย่าง เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา, อินโดนีเซีย (จาการ์ตา) 
    ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามี ชายแดนติดกัน, มีแรงงานเคลื่อนไหวสูง, มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และวัฒนธรรมร่วมกันมากที่สุด

    แล้วเราเปลี่ยนเวลาไปซิงค์กับ "สิงคโปร์" (ซึ่งอยู่ห่างหลายพันกิโล)
    แต่กลับ “ไม่ซิงค์” กับเพื่อนบ้านที่ติดพรมแดนกับเราทุกวัน
    นี่มัน ทิ้งความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโดจีนไปหรือเปล่า?

    ✅ หากยังใช้ UTC+7 → ซิงค์กับเวียดนาม, ลาว, กัมพูชา,จาการ์ตา = เก็บความร่วมมือภูมิภาคอินโดจีน
    ❌ หากเปลี่ยนเป็น UTC+8 → เสียการซิงค์กับเพื่อนบ้านภูมิภาคอินโดจีน = ลดบทบาทไทยในแถบนี้

    **จบความเห็น AI**

    แล้วถ้า มีคนหัวหมอบอก ก็ เลื่อนเวลาเริ่มงานให้เหมือนเดิมสิ

    เวลาทำงานของเราก็ “เหลื่อมกับประเทศอื่น” เท่าเดิมอยู่ดี!
    เช่น ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดก่อนตลาดหุ้นไทย 1 ชั่วโมง ก็ยังห่างกัน 1 ชั่วโมงเหมือนเดิม — ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย

    ดังนั้น
    ถ้าเลื่อนเขตเวลา แต่ก็เลื่อนเวลาทำงานตาม
    = ไม่ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ
    = แต่เพิ่มภาระให้คนใช้ชีวิตตามสภาพอากาศจริง
    = ได้ไม่คุ้มเสีย
     

    แล้วพ่อคนหัวหมอก็บอกว่า เลื่อนเฉพาะภาคเอกชน แต่ ไม่เลือด ภาคราชการ ธนาคาร การเงิน ตลาดหุ้น สิ


    ลองคิดถึง บริษัทเอกชน หรือร้านค้า ที่ไปฝากเงินธนาคาร แล้ว ปิดเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมงสิ และก็จะกลายเป็นว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหา เรื่องเวลาไทยกับสิงคโปร์ แต่เป็นการเอาปัญหาที่ว่า มาโยนใส่หน้าภาคเอกชนในประเทศไทยแทน


    หรือสรุปคือ
    ถ้าใช้ตรรกะ ว่า ก็แค่เปลี่ยน UTC+8 แล้วเลื่อนเวลาเริ่มงานให้เหมือนเดิม ก็จบ!

    ❗ เปลี่ยนเวลาแต่ก็เลื่อนเวลาทำงานกลับ = ไม่ได้ช่วยอะไรทางเศรษฐกิจเลย แถมสร้างความวุ่นวายเรื่อง เวลาในประเทศอีก

     
    🧱 แล้วถ้า “ไม่เลื่อนเวลางานภาครัฐ-ธนาคาร” แต่ให้เอกชนไปเลื่อนเอง?

    บริษัทเอกชนจะฝากเงิน → ธนาคาร เวลาเปิดปิดเหลื่อมกัน 1 ชั่วโมงจากเดิม

    ต้องปรับเวลาแยกกันวุ่นวาย ระหว่างภาครัฐ/เอกชน

    ลูกจ้างงง คนทำธุรกิจปวดหัว

    = ระบบไม่เป็นหนึ่งเดียว → ยิ่งยุ่งกว่าเดิม

    ❗ ไม่เลื่อนเวลางานพร้อมกันทั้งระบบ = สร้างความปั่นป่วนใหม่ให้ภายในประเทศเอง



    เพราะฉนั้น ประเด็นการเลื่อนเวลาทำงาน ไม่ว่าจะเลื่อนทั้งหมด หรือบางส่วน ปัดตกไป


    แล้ว อีกเรื่อง ลองคิดว่า ประเทศเพื่อนบ้าน เปลี่ยนเวลาให้ตรงกับไทย
    หรือถ้าไทยต้องเปลี่ยนเวลาไปตรงกับประเทศเพื่อนบ้าน สมุติว่าเป็น กัมพูชา 
    คุณรู้สึกอะไรไหม?
    ถ้าไม่รู้สึกอะไร ไม่เป็นไร แต่คนเขมรรู้สึกแน่นอน

      ในอดีต ก็มี ประเทศที่เปลี่ยนเวลาเพื่อ “ซิงค์กับเจ้าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ”
    มักเป็นประเทศที่อยู่ในฐานะที่อ่อนกว่า หรืออยากเอาใจเจ้าใหญ่ในภูมิภาค หรือต้องการผลประโยชน์ จากการเปลี่ยนเขตเวลา


    แล้วถ้าจะอ้างว่า “เลื่อนเวลาเพื่อซิงค์กับ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์,บลูไน”?


    ปัจจุบันเราก็ทำการค้ากับญี่ปุ่น, เกาหลี, ยุโรป, สหรัฐ ซึ่งเวลาต่างกันหลายชั่วโมงอยู่แล้ว — และเราก็จัดการมันได้อยู่ดี
    บริษัทใหญ่ ๆ รู้ดีว่าต้อง ว่าจะทำยังไง มันไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่จะไม่รู้ว่า ญี่ปุ่น เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง

    อย่าโยนภาระของคนทำธุรกิจข้ามชาติ มาให้ประชาชนทั้งประเทศต้องฝืนธรรมชาติของตัวเอง

    🔚 สรุปแบบชัด ๆ:เวลาธรรมชาติของไทย คือ UTC+7 และมันเหมาะกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่
    การเปลี่ยนเป็น UTC+8 อาจได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางจุด
    แต่กลับทำลายคุณภาพชีวิต สุขภาพ และจังหวะชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่
    เราควรตั้งคำถาม ว่าผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับต้นทุนทางสังคมจริงหรือไม่?

    ไม่ใช่หน้าที่เรา แต่เป็นหน้าที่ สส. หรือ รัฐบาลที่เราเลือกไป ว่าเขาจะเอาแบบไหน

    แล้วการที่ไทยจะทิ้งการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค  มันได้มากกว่าเสียงั้นหรือ?
    การเลือกซิงค์เวลากับประเทศที่อยู่ไกลออกไป จะส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นศูนย์กลางของไทยในภูมิภาคอินโดจีนอย่างไร?"

    วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568

    ทาซิลิโคนแบบไหน เย็นที่สุด

     ทาซิลิโคนแบบไหน เย็นที่สุด  เป็นคำถาม ที่ถามกันมาตลอด ไม่ว่า 10ปีก่อนถามยังไง วันนี้ก็ถามเหมือนเดิม

    ต้องบอกก่อนว่าร้านส่วนใหญ่ ชอบ ทาซิลิโคน แบบจุด หรือแบบเมล็ดถัวเขียว เมล็ดข้าว
    เพราะง่าย ไว ไม่เปื้อน และประหยัด

    ซึ่งถือว่าดีงามพระราม8 แล้ว 

     แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อน ที่ซิลิโคนบ้านหม้อ ที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน ที่ แย่กว่าอากาศ คือ มีมึงไวทำไมนี้ บอกเลย ถ้ายิ่งทาหน้ายิ่งแย่ 

    แต่มาตอนนี้ เรามีซิลิโคนดีๆ แต่ มันก็ไม่ได้ดีเท่าโลหะของซิงค์ระบายความร้อน การทาให้หนา มันก็ไม่ดี แถมแพงอีกด้วย

    พูดมาซะยาว  ทาแบบไหนดีกว่ากัน

    ถ้าในมุมของ Thermaltake  ก็คงบอกว่า ทาและปาดเป็นรูปรังผึ้ง ตามภาพ

     


     


     อันนี้เขาบอกเขาคิดมาดีแล้ว
    https://th.thermaltake.com/tg-30-thermal-compound.html

    ถ้าใคร เป็นแฟนบอย ก็ไปซื้อแล้วไปทาแบบรังผึ้ง  ถือว่าดี

    แต่เรามาดูวิธีการบ้านๆกันดีกว่า

    ที่คนทั่วไป ร้านทั่วไป  ทำกัน
    แบบจุด คือจุดไปตรงกลาง cpu ตรงๆ อย่าให้มากไปหรือน้อยไป
    แบบถั่วเขียว หรือเมล็ดข้าว คือ บีบซิลิโคนลงไปตรงกลาง ขนาดราวๆ เมล็ดถั่วเขียว หรือ เมล็ดข้าว 

    (ให้ใหญ่กว่าเล็กน้อย ห้าม เล็กกว่าเด็ดขาด)

    เอาละสองวิธีนี้ เวลาผมแกะออกมา  ซิลิโคนมันจะไปไม่ถึงมุม แต่ไม่มีปัญหาสำหรับ CPU รุ่นไม่ใหม่ไม่แรงมาก เพราะมันมีแค่ 2-6 คอร์
    อย่างที่บอกไปตอนแรก วิธี นี้ สะดวก รวดเร็ว และง่าย ประหยัด และนิยม 

    ถัดมา คือ เริ่มเปลืองแล้ว
    บีบเป็นเส้นตรง  1เส้น 2เส้น 3เส้น ตามกำลังศรัทธา ล้นมาก็ปาดทิ้งกลัวอะไร
    หรือ ทำเป็นเครื่องหมาย ถูก เครื่องหมายกากบาท ก็ได้

    ต่อ มาก็แบบหลายจุด

    4 จุด
    5 จุด
    หรือมากกว่านั้น
    ได้หมด ขอแค่ให้กะ ให้ทั่วๆกัน แบบสี่จุด หรือ 5จุด แบบลูกเต๋า ก็ได้
    แบบนี้จะเปลืองหน่อย ถ้ากะพลาด 

    และแบบสุดท้าย คือแบบปาด
    ซึ่งหลายคน ซื้อซิลิโคนมาเขาจะแถมไม้พาย มาให้ปาดด้วยอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้ บัตร ATM มาปาดแต่อย่างใด 

    ผู้ผลิตเขาเตรียมมาให้แล้ว

    โดยที่หลักการปาด คือให้ CPU มีซิลิโคนทั่วถึงและสม่ำเสมอกัน อันนี้ต้องใช้ฝีไม้ลายมือพอตัว
    อย่าคิดว่าใช้วิธีการนี้จะประหยัด เพราะ จะมีซิลิโคนจำนวนมาก ติดไปกับไม้พาย หรือสิ่งที่ใช้ปาด 


    เอาละ มาดูผลกัน อันนี้ มีคนเทสไว้ให้แล้ว ผมแค่เอาผลเทสมาเฉยๆ


      Tech Illiterate  https://www.youtube.com/watch?v=ofyNgJyhGuc

    จาก ภาพแสดงให้เห็นว่า แบบ 5จุด เย็นที่สุด
    คือ 76.0  ํ  

    และอันดับสองมาคู่กันคือ
    แบบ กากบาท และแบบปาด
    ที่ 76.1 ํ

    ถัดมา อันดับ 4 เป็นแบบเส้น
    76.3 ํ

    และ อันดับ 5 ได้แก่ แบบจุด
    76.4 ํ

    และรองบ๊วย คือ แบบ เมล็ดถั่วเขียว หรือเมล็ดข้าวสาร
    76.5 ํ

    และ แบบ จุด เล็ก หรืออีกนัย หนึ่ง จะแบบ ข้าวสาร ถั่วเขียว หรือแบบจุด ถ้า ใส่ ซิลิโคน น้อยเกินไป ก็อาจจะให้ พุ่ง ไป 80 องศา++ ได้
    อันนี้ต้องระมัดระวัง ไม่จุดน้อยเกินไป

    ส่วนแบบ รังผึ้ง ด้านบนสุด มีผลเทส แต่ไม่ได้เทสด้วยกัน จึงเอามาเปรียบเที่ยบไม่ได้


    แล้วการทาซิลิโคน  มันต้องใช้ฝีมือด้วย โดยเฉพาะวิธีปาด เพราะเนื้อซิลิโคนบางเจ้าเหลว บ้างเจ้าเป็นก้อน บ้างเจ้าเหนียวเป็นตังเม แม้แต่อุณหภมิห้อง ก็มีผลต่อความเหนียวอีกด้วย
    ดังนั้นการปาด ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่

    มือใหม่ ที่ไม่งกเกินไป ควรใช้ แบบ 5จุด ตามผลเทส ดีที่สุด และไม่ต้องกังวล เรื่อง ซิลิโคนไหลไปไม่ถึงมุม
    แล้วไม่ต้องกังวลถึงความหนืด ซิลิโคนด้วย เราติดซิง แล้วค่อยๆขันน็อต โดยขันน็อต จากมุมใดมุมหนึ่งก่อน แล้ว ไล่ไปมุมตรงข้าม แล้ว ค่อยไปด้านตรงข้ามเป็นอันดับสาม ( หรือด้านที่ติดกันอยู่ด้านเดียวกับน็อตอันแรก หรือ จะด้านเดียวกันก็ได้ ) แล้ว ไป อีกอันที่เหลือ วนไปเรื่อยๆ จนแน่พอดี แล้วมันจะดันซิลิโคนกระจายไปเอง